LDN13/06 :The name’s Sherlock Holmes and the address is 221B Baker Street. Afternoon!

และแล้วเป้าหมายในการมาอังกฤษครั้งนี้กำลังจะเป็นจริง??? อ้าว สรุปไม่ได้มาเที่ยว???

จากเอนทรีที่แล้วๆ สรุปว่า แผนการเที่ยว  Cotswold/Oxford เป็นอันล่มสลาย เพราะผู้ชายทำลายชีวิตฮะ กลายเป็นว่าเรากับนส.ง ตัดสินใจจะออกจากที่พักแต่เช้าเพื่อตีรถกลับเข้าลอนดอน ว่าจะจับรถเมล์สายเช้าเพื่อไปให้ทันรถไฟ แต่เราก็ถูกสกัดกั้นด้วยสิ่งนี้

รูปภาพ

Full breakfast English. มันแต่อร่อย  :v คือเยอะมากจนใช้เวลากินนานกว่าที่คิด พอเสร็จแล้วรีบออกจนเจ้าของ B&B ตกใจ 555 อีกรุ๊ปนี้ประหลาดๆ ตั้งแต่ตอน check in  แล้ว พอลากกระเป๋ามาถึงป้ายรถเมล์ ซึ่งปรากฏว่าไม่ทัน และน้องๆ ทั้งสามก็ตามมาทันซะงั้น สรุปว่าเดี๋ยวไปแยกกันที่  Oxford แล้วกัน พอไปถึงสถานีก็ไม่ทันรถไฟอีก

ณ จุดนั้น ความงกเข้าสิง เพราะว่า เราถือบัตรกลับจาก Oxford ไปลอนดอนแล้ว เลยกะเนียนนั่งยาวไปเลย พอรถมาก็พยายามนั่งกระจายหนีนายตั๋ว แต่นะ ทำชั่วไม่ขึ้น จากที่ลากกระเป๋าไปนั่งด้านหน้า ก็จ๊ะเอ๋นายตั๋วเลย แล้วก็กะเนียนหลับ (คือเคยได้ผลมาทีไง) แต่นายตั๋วก็ปลุกมาให้จ่ายตังค์ โดนไปอีก 9 ปอนด์  >0<  เค้าขอโทษนะนส. ง. เลยได้ตื่นเต้นเป็นพิเศษ

แต่ที่ฮา คือ กลุ่มน้องๆ ที่อยู่ืท้ายรถดันเจอนายตั๋วใจดีให้ผ่าน ไม่ต้องเสียตังค์ แต่เราเองที่ตื่นเต้นซะจนลืมไปว่า น้องๆ ไม่ได้ไปถึงลอนดอนกับเรา ยังไงมันต้องลงที่ Oxford ซึ่งเท่ากับว่า ยังไงมันก็ต้องมีตั๋วลง ไอ้ติ่งสองคนอย่างอิฉันก็ตันลืมให้ตั๋วไว้กับน้องๆ ตอนที่ลงที่ Oxford สรุปว่าเสียตังกันครบทุกคน  =____=”

ถึงยังงั้นก็เหอะ ก็แอบลุ้นๆ เสียวๆ ตอนออกจากสถานี paddington อยู่ดี เพราะตั๋วที่ซื้อมันระบุเวลา แต่ก็ออกมาได้แบบไม่มีปัญหานะ กว่าจะถึงลอนดอนก็บ่ายแล้ว เลยต้องรีบเอาของไปเก็บแล้วพุ่งไปที่ Euston Sq. ที่เป็นสถานที่ถ่ายทำ BBC Sherlock ตอนออกจากสถานีก็ทั้งตื่นเต้นทั้งงง เลยออกผิดประตูต้องเดินอ้อมถนนไป ดีนะที่เห็นฝูงชนฝั่งตรงข้าม เืกือบไปผิดทาง

ไปถึงสถานที่ถ่ายทำ Baker Street นี้ตื่นเต้นสุดๆ เลยอ่ะ คนมารอเพียบหลายร้อยเลยตอนนั้น

รูปภาพ

รูปภาพ

ทำไมแฟนเกิร์ลไม่ไปทำงาน?? ตอนแรกไปยืนออที่ฝั่งตรงข้าม แต่ยังเห็นคนเข้าออกร้าน Speedy’s Cafe เลยข้ามไปถ่ายรูป หน้าร้านติดป้ายไว้ว่าเปิดร้านถึง 3 โมง เลยเข้าไปในร้านนั่งกิน Hot Choc รอไปพลาง เดินดูรูปที่เบื้องหลังที่ถ่ายทำที่หน้าร้านไปพลาง

รูปภาพ

อาหารน่ากินมากกกก แต่ว่ายังอิ่มข้าวเช้าอยู่เลย ฮืออออออ

รูปภาพ

ระหว่างที่นั่งรอในร้านหันไปเจอ  Sue Vertue Producer ของรายการด้วย ตกใจมาก เพราะหันไปเจอแบบไม่ตั้งตัวเลยจ้องเค้าแบบเสียมารยาทนิดๆ กรี๊ดกะนส.ง.ไปนิด จนถึงเวลา 3โมงที่ต้องออกจากร้าน พอออกมาเจอ Sue  อีกรอบเลยเข้าไปทักได้คุยกันนิดนึง ป้าน่ารักมาก เลยรายงานตัวไปว่ามาจากเมืองไทย โดนแซวว่ามาอังกฤษเพื่อการณ์นี้เลยรึ ไอ้เราจะปฏิเสธก็ไม่เต็มปาก เพราะมาแบบหวังผลเผื่อฟลุ๊คอ่ะนะ เลยบอกว่าจะไปคาร์ดิฟพรุ่งนี้ ขอคำแนะนำเรื่องที่เที่ยวหน่อย ป้าถามกลับว่าเป็นแฟน Doctor Who ด้วยหรือเปล่า เลยยิ่งหัวเราะแฮะๆ แหม โดนจับได้ ป้าเลยบอกว่าให้ไป  Doctor Who Exp. แต่นะติดน้องๆ ป้าก็ยังชวนต่อว่า Ditch them around Cardiff Center. GO!!!  5555 สนับสนุนงานสามียิ่งชีพมาก ว่าแล้วป้าก็ขอตัว

พวกเราสองคนเลยเดินไปตรงฝั่งตรงข้าม ได้ที่ไม่ดีนัก เพราะมาช้าเลยอยู่หลังคนบังเต็มเลย ตอนนั้นที่รอทีมงานก็เริ่มมาติดป้ายถนน เคลียร์ทางแล้ว

รูปภาพ

พอได้เวลาเริ่มถ่าย เรากะสาว ง. ก็เดินมาฝั่งตรงข้าม แถวหลังๆ เพราะมาช้าเห็น  MARK หรือ Mycorft  มาก็วี๊ดว๊ายกันเป็นระยะ พี่แกดูดีมากกกกก แต่งตัว causal แต่ก็โคตรดูดีเลย ขายาวๆ มองลอดเครนกล้องที่ตั้งไว้ด้านหน้าคาเฟ่ สักพักเจ้าหน้าที่ก็ขอให้ย้ายที่ เพราะต้องถ่ายมุมตรงข้ามคาเฟ่ โดยโยกให้แฟนๆ ไปด้านข้างๆ 221B หรือก็คือ 219 B เราสองคนก็ทำเป็นงงๆ ฟังไม่ออก เดินตามไปช้า เลยได้มาอยู่อยู่หน้าสุด

 

panorama

 

ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า เค้าจะปล่อยให้แฟนๆ มาอยู่ใกล้ขนาดนี้ มันใกล้มาจริงๆนะ คือห่างจากประตู 221B ไม่ถึง 5 เมตรเลย แล้วไม่มีอะไรมากั้นด้วย ตื่นเต้น

 

Ben_car Martin_car

สักพัก รถจากัวร์สีดำก็วิ่งเข้ามาเทียบหน้าประตูคาเฟ่ วินาทีที่รอคอยมาถึงแล้ว การที่ได้เห็น  Benedict ใส่ชุด Sherlock เต็มยศต่อหน้าต่อตานี้มันสุดจะบรรยายจริงๆ นะ คือแบบว่าไม่คิดว่าทริปนี้จังหวะจะดี จะโชคดีขนาดนี้  TAT สติแตกกะสาว ง. ไปเลย แฟนๆ ก็กรี๊ดกร๊าดร้องเรียกกันเสียงดังเลย แต่นะพี่ไม่หันมาทางหนูเลย พี่หันไปเซย์ฮัลโหลโบกมือกับแฟนๆ ด้านหลังหมดเลย หรือพี่คิดว่าฟากนี้เป็น Extra ประกอบฉากกัน แล้ว Martin ก็ตามมาไม่ห่างกันมาก แต่ที่ลำบากคือ พี่ตัวเล็กมาก มองแทบไม่เห็น ดีนะผมสีอ่อนเลยพอเห็นไม่งั้นการ์ดบังมิดเลย แต่ก็ยังได้เห็น Sass ของพี่เค้านะ เก๋าไม่มีใครเกินจริงๆ เลย XD กระเป๋าลูกแพร์  Paul Smith ใบนั้น เห็นแล้วอยากได้บ้าง

 

godfather

แฟนๆ ที่มารอส่วนใหญ่มารยาทดีมาก ไม่มีใครส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดหนวกหูรบกวนการถ่าย เซทฉากเสร็จสักพักก็เริ่มซ้อมถ่ายกัน โอยยยเห็นหยิกกะหมอตรงหน้านี้ฟินโคตรรรร แถมใส่หมวกล่ากวางด้วย โอยอะไรกัน ถ่ายรูประรัวราวกับคนบ้า เสียอย่างรำคาญคนจีนที่อยู่ด้านหน้า คือชีเบียดๆ แถๆ มาจนอยู่หน้าเราแล้วก็ถ่ายๆ ผุดๆโผล่ๆ เป็นปลาขาดน้ำตลอด จนอยากจะเอาเท้าไปเี่กี่ยวขาชีซะเหลืิอเกิน

 

SH_dear

SHJW_221B_01

ซ้อมถ่ายนานอยู่เหมือนกัน พอจะถ่ายจริงๆ สต๊าฟต้องมาขอให้แฟนถอยกลับไป เพราะว่ามันไปปิดทางเข้าบ้านชาวบ้านแถวนั้น ตอนแรกถ่ายมุมด้านหลังของ  Sherlock John มาเจอนักข่าว หลังจากนั้นก็สลับมุมเป็นมาถ่ายด้านหน้าแทน ระหว่างที่มองดูพี่เบนพี่มาร์ตินรอตั้งกล้องก็อิ๊งอ๊างมากกกก ยิ้มกันน่ารักสุดๆเลย สักพัก เด็กๆจาก  Oxford ก็ Line มาว่า จะตามมา

พอถ่ายซีนนี้เสร็จ ก็โดนโยกอีกหน คราวนี้ย้ายไปด้านขวา ฝั่งเดียวกับเต๊นท์ของสต๊าฟ ระหว่างที่โดนไล่ เรากับสาว ง. ก็ฟังภาษาไม่ค่อยรู้เรื่องอีกแล้ว ค่อยๆ เดินไปผ่านหน้า 221B พี่เบนกำลังยกกล้องถ่ายแฟนๆ ที่ำกำลังย้ายถิ่น สองเราก็โบกไม้โบกมือเป็นคนบ้า พร้อมๆ กับที่สต๊าฟมาไล่ๆ ให้กลับฝูง

BC_shot

 

ตอนแรกที่โดนย้ายมาฝั่งเต๊นท์สต๊าฟนี้อย่างเซ็งเพราะว่า นอกจากจะมองไม่เห็นเพราะมุมอับแล้ว มอนิเตอร์ก็ตั้งไว้พอดีทางอีก เห็นแว่บๆ แค่หัวหยิกๆ ต้องอาศัยช่องว่างแหวกอากาศระหว่างตัวสต๊าฟมองหาพี่เบนกับพี่มาร์ตินเอา

BC_Back

 

ระหว่างนั้นก็เห็นสต๊าฟที่ดูแลเรื่องเสื้อผ้ากับเมคอัพเดินเข้าเดินออก เป็นอาชีพที่น่าอิจฉาเสียเหลือเกิน ระหว่างเห็นแล้วเด็กๆ มากันแล้ว แหมมม อยู่แถวหน้าๆ ฝั่งตรงข้ามคาเฟ่เลย กรี๊ดอิจฉา เลยเดินไปหาซะหน่อย อีกอย่างฝนเริ่มตก กลัวพวกนั้นมาทรมานตัวเอง พอเดินกลับมาก็เจอพี่มาร์คกำลังแจกลายเซ็น เลยพุ่งไปขอบ้าง บอกไปว่ามาจากเมืองไทยเลย พี่เค้าก็สตั๊นท์เล็กๆ นะ เอา Casebook ให้เค้าเซ็น พอเดินกลับไปรั้วกั้นก็บอกสาว ง. ให้ไปขอลายเซ็นบ้าง

otherside  Mark

กลับมาเกาะรั้วใหม่อีกรอบ งวดนี้เจอป้าคนนึงมารอกับเพื่อนฮามากกกกก เป็นคนขี้โวยวายที่น่ารักอารมณ์ดีอ่ะ คือพอสต๊าฟมาชวนคุยก็แซวกันไปมา พอโดนบังก็โวยวาย คือไม่น่ารำคาญเลย เฮฮาไปกับป้า สักพักพี่มาร์ตก็กลับบ้าน ในฝูงแฟนที่รอ มีคนถามว่าใครรึ แหมมมม ถามไปได้ พอเพื่อนบอกว่าใคร ยังมีหน้าไปตะโกน  “I love you” ใส่

ตอนนี้ฝนเริ่มลงเม็ดแล้ว ซีนก็เปลี่ยนไปถ่ายพี่มาร์ตินเดินหน้าบ้านเดี่ยวๆ ไม่รู้พี่เบนหายไปไหน  :v ฟ้าเริ่มมืด มองเห็นพี่มาร์ตินยากขึ้นทุกที เห็นเสื้อหนาวพี่แกทีไรอยากจะไปฉกมาซุกอุ่น

 

จากนั้นก็โดนโยกอีก ครั้งที่เท่าไหร่แล้วเนี่ย มาอยู่ฝั่งเดียวกับเด็กๆ แต่เยื้องออกมาทางริมซ้ายแต่ยังคงแถวหน้าสุดถึงจะริมๆ

niteset02

ระหว่างนั้นก็มีเจ๊จากอเมริกันชวนสต๊าฟคุยพร้อมกับเล่าว่าทำไม Sherlock ไปฉายที่อเมริกาแล้วไม่ค่อยฮิต

Martin_tea

ช็อตนี้อยากตบตีพี่มาร์ตินมาก เพราะตอนนั้นทั้งมืดทั้งหนาว แฟนๆ อยากรอก็ตากฝนกันไปสิ พี่แกก็แค่มีเสื้อหนาอุ่น มีคนถือร่ม กับชาอุ่นๆ ที่ถืออวดแฟนๆ ก็เท่านั้นเอง  =A=

niteset03

เป็นฉากที่พี่มาร์ตินทำร้าย  :v แสงสวยอ่ะ ตอนนี้มืดแล้ว ไฟจับสวยเลย สักสองทุ่มๆ กว่าฝนก็ตกหนักขึ้นเรื่อยๆ พวกเด็กๆ ก็เลยกลับกันไปก่อน สองสาวหน้ามึนก็ยังรอต่อไปฮะ ไม่มีย่อท้อ (คือ จริงๆ ขาแข็งขยับไม่ได้มากกว่า) เห็นแสงไฟจากประตู 221B มันดูอบอุ่นเหลือเกิน เมื่อ 6 ชม. ที่แล้ว ฉันยังได้นั่งดื่มชอคโกแลตร้อนในนั้นแท้ๆ เห็นแว่บๆ เหมือนพี่เบนอยู่ในนั้นด้วยเหอะ

 

ระหว่างที่รอมันก็ไม่ได้หิวน้ำหิวข้าวอะไรมากนะ ต้องขอบคุณอาหารเช้าชุดใหญ่ของเฮเลนจริงๆ 12 ชม. นี้อยู่ท้องมาก แต่เพื่อน ง. เธอมีไอเท็มลับค่ะ มีิทินนี่ชอคโกซ่อนอยู่ ขณะที่พวกเรากำลังเสริมพลังเอาทินนี่มากินกันคำสุดท้าย  เราเป็นคนป้อน เงาะถือร่ม ก็เห็นพี่เบนเดินมาทางนี้ ทินนี่ชิ้นนั้นก็ถูกยัดเข้าปากเพื่อนทันที ด้วยสติที่มาจากไหนไม่รู้ก็ยกมืองับถุงมือออกทันที ที่สำคัญพี่เบนเดินมาทางพวกเราเป็นกลุ่มแรกด้วย ดีใจอ่ะ ระหว่างทำงานแท้ๆ ยังใจดีออกมาทักทายแฟนๆ อยากรู้จริงๆ ว่าถ้าฝนไม่ตกนี้จะยอมมาไหม พี่ชายยยย ฉันหนาว

 

พี่เบนมาพร้อมกับร่มคันโต ถึงจะมืด แต่ก็เห็นหน้าชัดเจน ยื่นมือพุ่งไปจับเลย สัมผัสมือพี่เบนนี้เข้มแข็งมาก คือจับมือบีบเต็มแรงเลย  >o< เป็นคนหนักแน่นนะคะพี่ แล้วยังดุแฟนๆ ด้วย”Your guy are bonker!!” มาทำอะไรหนาวๆ แบบนี้ แหม ถ้าไม่บ้าก็ไม่มาทำอะไรอย่างงี้หรอก แล้วก็ขอบคุณแฟนที่มาสนับสนุน แต่วันนี้คงให้ถ่ายรูปกับแจกลายเซ็นไม่ได้ระหว่างที่บอกว่ามาจากเมืองไทย แฟนๆ ด้านหลังก็ดันมา จนพี่เค้าต้องหันไปบอกว่า ถ้าดันมาจะเดินกลับไปทันทีนะ บร้าที่สุด จากนั้นพี่เบนก็ค่อยๆ เลื่อนไปด้านขวาัทักทายแฟนๆ

 

โอยยยยย ตอนนั้นหายหนาวหายสั่นเลย แบบตรงหน้าชัดๆ เลย แถมได้สัมผัสได้พูดคุยด้วย  นี้มันสุดยอดจริงๆ

 

bennt

 

ชิชะพี่มาร์ตินนี้ไม่่มีเลย แต่คงหมดคิวถ่ายไปแล้ว แต่แหม เจ๊อแมนด้ามาถ่ายด้วย ทำไมไม่รอกลับพร้อมภรรยาน้า

chubbyben

สักพักอแมนด้าก็มาทักทายแฟนๆ บ้าง โคตรเฟรนลี่น่ารักสุด เล่นมุข Big Ben Tiny Ben กับแฟนๆ อีก พอถามว่าสามีมาทำอะไรอย่างงี้บ้างไหม แฟนๆ ก็ตอบว่าไม่ก็ขอโทษแฟนๆ แทนสามีด้วย แล้วก็กลับไปถ่ายชอตหยุดมอเตอร์ไซด์ต่อ

 

tooslow

 

ระหว่างนั้นน้อง G ที่เพิ่งเลิกงานก็เพิ่งมาสมทบมาช้าไปหน่อยเดียวเองเสียดายแทน แต่จุดนี้เริ่มรำคาญแฟนๆ ด้านหลังที่แม่งวิเคราะห์วิจารณ์และพูดแต่คำว่า Too Slow อยู่นั้นแหละ ระหว่างนั้นก็มีคนที่อาศัยอยู่แถวนั้นเดินผ่านฉากไปมา ทำให้ต้องเซทกล้องใหม่หลายครั้ง แต่ที่น่าเกลียดสุดคือ แฟนชาวเอเชีย ที่แกล้งจะเดินผ่านไปมา คือ ณ จุดนั้นหนาวมากกกก ฝนตกแรงมาก แถมไอ้พวกด้านหลังก็ด่าไม่ให้กางร่ม วินาทีนั้นอยากให้เลิกกล้องเป็นทีุ่สุด จะกลับก่อนก็ใช่ที่ รอมาขนาดนี้ ถ้าไม่ยกกล้องออกก็ไม่กลับล่ะวะ

 

ซีนสุดท้าย ถ่ายด้านหน้า ฝูงแฟนๆ ก็โดนโยกเป็นครั้งสุดท้าย คราวนี้กลับไปมุมเดิมที่หน้าบ้าน 219B แต่ไกลออกมาบนถนนหลังเต๊นท์กล้อง เห็นหน้าพีี่แว่บโดยฝนโดยแสงส้มสาดเป็นระยะๆ ตอนนั้นเข่าสั่นงั่กๆ แล้ว ฟันก็สั่นกึกๆ เลย หยุดไม่ได้ ฝนก็ไม่หยุด เห็นสต๊าฟยืนตากฝนแล้วก็นับถือนะ คือถ้าเป็นประเทศอื่นมันคงไม่ทรหดกับฝนเท่าประเทศนี้หรอกนะ แต่ที่ปวดใจคือ ดันหันไปเห็นสต๊าฟที่เสิรฟ ชา กาแฟ ทำถ้วยหกไปแก้วนึง วินาทีอยากพุ่งไปตีหัวมาก คือเห็นไอร้อนบนพื้นเลย ถ้าจะทำหก ส่งมาให้ฉันก็ด้ายยย ฉันหนาวววววว

 

 

ที่ถ่ายนานนี้มาจากสาเหตุว่าต้องให้รถไปวนกลับมา + คนที่เข้าเดินกลับบ้านกัน เทคกันบ่อยมากกก มีทั้งคนออกมาวิ่ง!!! (เมริงมาวิ่งออกกำลังกายตอนฝนตกงี้เนี่ยนะ!!) คุณแม่ลากรถเข็นเด็ก ตอนนี้แสงน้อยไฟน้อย ถ่ายยากเหลือเกินเลยถ่ายเอาบรรยากาศแทน ไฟสวยดี ตอนนั้นนิ้วแข็งแล้ว แต่ก็ยังถ่าย หันไปเห็น ง. กะ ย. ยืนสั่นเป็นลูกนกตกน้ำก็ยังเอาให้ครบ

 

ตอนที่ได้ยินเสียงปิดกองนี้เป็นอะไรที่ฟินมาก คือจบภารกิจซะที ถ้าถ่ายทำต่ออีกชม.อาจจะเป็นไข้ตายที่โน่นก็ได้นะ จากนั้นก็วิ่งลง  Tube ไป ต้องขอถอดเสื้อนอกกับถุงมือก่อนเลยเพราะเปียกจนไม่รู้จะเปียกยังไงแล้ว แต่มันก็เป็นบรรยากาศที่สุดตรีนดีนะ ไปรอตั้งกะ 2โมงครึ่งถึง 5ทุ่มครึ่งเน่ีี่ีย

 

กลับห้องอาบน้ำ ตากเสื้อให้แห้งก่อนไป  Cardiff!!!

 

 

 

 

Advertisements

LDN13/04 : รอบๆ Around LONDON

อุ๊ยตาย เขียนเสร็จโพสไป 2 วันถึงเพิ่งจะนึกว่า เขียนวันข้ามไปนี่นา ใจเร็วด่วนได้อยากข้ามไปเล่าเรื่องไวๆ สินะเลยทำให้ลืมวันลืมคืน

 

จริงๆ ในวันที่ 3 ของการเดินทาง พวกเราชาวคณะยังไม่ได้ไปไหน ยังอยู่ในลั๊นดั๊นนี่แหละค่า โปรแกรมวันนี้ไม่มีอะไรมากแค่ทางใครทางมันเท่านั้นเอง นั้นก็คือตื่นแต่เช้าพุ่งไปยังโรงละคร Apollo Victoria ที่สถานี Victoria เพื่อไปแย่งชิงตั๋ว Daily Seat ของละครเพลง The Wicked 

 

ตั๋วที่ว่าคือตั๋ว Stall แถว A ขายในราคาถูกประมาณ 20-30 ปอนด์ (ปกติตั๋วละครเวทีดัง แค่ตั๋วไกลก็จะมีราคาตั้งแต่ 35 ปอนด์ขึ้นไป) ที่ราคาถูกแบบนี้ เพราะว่าถึงจะใกล้สุดหน้าสุดแต่ว่าวิทัศน์ในการมองนั้นแคบมาก ยิ่งถ้าได้ตั๋วด้านริมซ้ายขวา จะทำให้มองอีกด้านไม่เห็นเลย แถมบางทีนักแสดงก็มายืนบังเอา แต่ว่านะด้วยราคาที่พอจ่ายไหวแค่แลกด้วยการตื่นเช้ามารอคิวก็นับว่าคุ้ม

 

ตอน 9:15 มาถึงหน้าโรงเจอคิวไป 3 คิวรออยู่ซึ่งนับว่าไม่เยอะมาก  🙂 รอจน 10​ โมงเค้าถึงจะเปิด แต่เชื่อไหมว่าคล้อยหลังไปแค่ 10 นาที คิวยาวเหยียดเลย สิ่งที่เซ็งเล็กๆ ในการรอก็คือ ตอนนี้รอบๆ สถานี Victoria ซ่อมอยู่ มันซ่อมข้ามปีข้ามชาติจริงๆนะ สองปีก่อนมาก็ยังไม่เสร็จ :v  ระหว่างหลบลมหนาวกันไม่มีอะไรดูนอกจากแท็กซี่ รถเมล์ที่มีแต่โฆษณา DVD Hobbit แปะให้เห็นอยู่ตลอดวิ่งผ่านไปตลอด

 

โชคดีมากที่ป้าคิวที่ 3 เลือกที่ไม่ได้สักที พวกเราเลยได้เสียบเลือกตั๋วก่อน เอาว่ะ ได้ริมกลางมา 3 ที่ กับซ้าย 2 

Image

 

 

จากนั้นก็ถึงคิวแยกย้าย เป็นชาวคณะเป็น 2  กลุ่ม เป็นกลุ่มโรอัน ดาห์ล กับกลุ่มเชอร์ล็อคเคี่ยน :v กลุ่มสาวน้อยออกไปนอกเมืองเพื่อไปพิพิธภัณฑ์ของปู่โรอัน ส่วนเรากับนส. ง.ก็ตามรอยเหมือนกันค่ะ แต่ตามรอย Location การถ่ายทำ Drama Series BBC Sherlock นะเค่อะ :v เพราะ Sherlock ฉบับ Modern London นี้นอกจากจะมีตัวละครอย่าง Sherlock Holmes , Dr. John Watson เป็นตัวหลักแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ทำให้ละครเรื่องนี้มีเสน่ห์นั้นคือ ฉากหลังที่หยิบเอากรุงลอนดอนมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

 

จุดเริ่มของเราอยู่ที่สถานี Victoria จะเดินไปตามแผนที่นี้แหละ

Image

ตอนจะเดินไป New Scotland Yard เนี่ยระหว่างเจอเค้ากั้นถนนด้วย ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น เดินไม่ไกลก็ถึง NSY บอกไว้ก่อนนะฮะ ไอ้การที่ไปเป็นติ่งที่ทำอยู่นั้น ไม่ได้มีแค่เรากะนส. ง. แค่สองคนนะฮะ เพราะตอนที่ไปรอถ่ายป้ายหมุนๆ ในรูปเนี่ย ยังมีฝรั่งมารอถ่ายกับป้ายนี้เหมือนกันนะเออ

Image
Not my division.”

 

เหนียมอายถ่ายรูปก็เดินต่อฮ่ะ เส้นนี้เดินง่ายมากเพราะจากสถานี Victoria จนถึง Westminster Abbey นี้ตรงยาวตลอด มีแค่แวะเลี้ยวซ้ายเพื่อมา Scotland Yard นิดเดียวเท่านั้น

 

Image

 

 

ครั้งแรกไม่อยากไป เพราะไม่รู้ไปทำไม ครั้งที่ 2 ไปเพราะดู Royal Wedding​ :v รอบ 3 เดินผ่านก็พอนะ

 

Image

 

 

แวะมาเยี่ยมนายก ถือว่ามาตามรอยทั้ง Love Actually, Doctor Who ล่ะกันนะ ​:v

 

Image

 

Image

 

Moriarty wanna be. 😀 เป่าไม่ถึงนะฮะ

Image

 

รูปตรงนี้กว่าจะได้มายากมากกกกก เพราะดันมีคู่รักมาถ่ายรูปจูบกันอยู่มุมนี้…. อยากจะผลักตกแม่น้ำเทมส์ให้พิสูจน์รักแท้กันทั้งคู่เลย

 

Image

 

Image

 

Looking for that Cipher!! จำได้ไหมตอนไหน 🙂

Image

 

มาถึงตรงนี้แก๊งค์ป้าก็หมดแรงฮะ เลยหนีไปนั่งหลบลมที่ EAT กัน พอถามข่าวคราวแก๊งค์วรรณกรรมเด็กถึงได้รู้ว่าเกิดความผิดพลาดปรากฏว่าพิพิธภัณฑ์ปิดวันจันทร์ :v เงิบเลยน้องเรา แต่ยังดีได้ไปเคารพสุสานของปู่ดาห์ล เลยสรุปว่าเดี๋ยวมาเจอกันที่ South Bank เนี่ยแหละ แล้วไป Sherlock Museum ก่อนดูละครคืนนี้

Image

 

Under the bridge. 

นางแบบผ่านไหมคะ?

ImageImage

 

 

 

รวมพลกันไป Sherlock Holmes Museum ที่สถานี Baker Street (อ่านบันทึกมา มีขึ้นรถผิดฝั่งด้วย?) ไปถึงเย็นๆแล้ว เกือบๆ 5​โมง คนไม่เยอะ ซื้อตั๋วแล้วเข้าได้เลย แต่ว่า ลมหนาวมากกกกกกกกกกกกกก ซื้อตั๋วเสร็จเพิ่งเห็นข่าวว่าตอนนี้ Doctor Who Special กำลังถ่ายทำที่ London Tower เสียดายยยยยอ่า มี David Tennant ด้วย อยากเจออีกจังเลย T^T

Image

เป็นสถานนีที่ทำกราฟฟิคที่ชอบที่สุดเลย 😀

Image

ImageImage

 

รูปคู่กับคุณตำรวจ aka คนเฝ้าประตู :v ใครถ่ายรูปให้ฟะ ไม่ชัดเลย

เสียใจเล็กน้อยที่ตั๋วขึ้นราคา แต่เอาน่ามาครานี้สนุกกว่าเดิมเพราะมีคนมาด้วย สนุกสนานกันน่าดู

 

 

Image

ผู้หญิง 2 ใจ

 

 

Image

Image

3 นี่นา

 

Image

ImageImage

 

Image

Image

 

Image

 

ส่วนที่ชอบที่สุดของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ คือ การที่ทีมงานรวบรวมเอาจดหมายจากแฟนๆ รอบโลกส่งมาหายอดนักสืบคนดังคนนี้ มันมีทั้งจดหมายที่ขอร้องความช่วยเหลือให้ไขคดี (แมวหายไปตอนกลางคืน เอ๊ะ ที่มาของคดี blue bell?) หรือการเรียกร้องให้โฮสม์กลับมาไขคดีไหม ซึ่งมีทั้งเด็กและผู้ใหญ่เขียนมาตลอดทุกๆ ปีเลย

 

อยู่เล่นกันนานก็ถึงเวลาไปดูละคร แต่ก่อนไปต้องหาอะไรลองท้อง ไหนๆ มาอังกฤษทั้งๆ ทีต้องกิน Fish&Chip สินะ แต่เหตุผลที่เลือกกินร้านนี้….  เพราะการตกแต่งและการตัดสินใจเลือกของนส. ง. ฮะ ไม่งั้นจะพาไปกินเบอร์เกอร์แถวน้ันแล้ว :v

โชคดีนะ ไหวตัวทันไม่ได้สั่งปลา หนีไปสั่งสแคปปี้แทน :v chip รสชาติแย่ด้วยเหอะ 😦

Image

 

ก่อนไปต้องสักการะท่านเจ้าที่ก่อน 😮

Image

กราบไหว้ท่านแล้วจะได้เจอตัวจริง :v

มุ่งหน้ากลับไปที่สถานี Victoria เลยจ้า อิ่มพุงกันแล้ว มาถึงก่อนเวลา 30 นาทีก็จริง แต่คนก็ยังเยอะอยู่ดี ชอบโรงละครนี้ตรงที่มีธีมแต่งไฟให้เป็นสีเขียวตามเมืองมรกตเนี่ยแหละ เข้าไปเมาๆ เล็กน้อย :v

Image

 

มาดู Wicked คราวนี้เป็นครั้งที่ 2 ก็ยังคงประทับใจไม่เปลี่ยน ต่างกันที่ว่า ครั้งแรกที่ดูจะชอบคนที่บท The Wicked มากกว่า เพราะพลังเสียงสุดยอดจริง และเจ้าชายพระเอกของเรื่องก็หล่อแบบดิสนี้ย์ ดิสนีย์ แนวขี้ไก่ไม่ฝ่อ

แต่ครั้งนี้กลับประทับใจแม่มดแสนดี อย่างกาลินดามากกว่า เราว่าเพราะเธอสาว เธอสวยสมบท แถมเล่นแอ๊บแบ๊วได้น่ารักไม่ปัญญาอ่อนมากเท่าครั้งแรกที่ดู แถมงวดนี้กาลินดาพลังเสียงชนะเลิศค้าาา ส่วนเจ้าชายนี้หน้าตาประดุจตัวโกงมากกว่านะ

ก็เป็นละครอีกเรื่องที่รู้สึกว่า ดูแล้วดูได้อีกเหมือน Billy Eillot นะ 😀 แต่ถ้ามีโอกาสงวดหน้าควรจะไปดู Wizard of Oz ซะทีมากกว่าล่ะมั้ง

ImageImageImage

 

คืนนี้ต้องรีบกลับห้องไปเก็บข้าวเก็บของเพราะว่าต้องตื่นเช้าไปนอกเมือง จะทำยังไงกะเสบียงที่กินไม่หมดดีหว่า

LDN13/04 : Cotswold , welcome to the heart of England

เป้าหมายในการมาอังกฤษงวดนี้ มีเป้าหมายล็อคไว้อย่างน้อย 3 อย่างคือ

1. ​Harry Potter Waner Brothers. Studio

2. Cardiff (ไปตามหาหัวใจ ตับไตไส้พุง)

3. Cotswold

ซึ่งเบอร์สามนี้เป็นสถานที่น้องสาวเลือกมา เพราะว่า อยากไปเดินดูเมืองเก่าที่ยังคงสภาพชนบทของอังกฤษเมือง 2-300 ปีก่อนไว้ อยากเห็นกระท่อมโบราณ อยากดูถนนสายโรแมนติค ดังนั้นจัดไปค่ะ

ทริปนี้ด้วยอานิสงค์ก็นส.​ G ที่ซื้อตั๋วให้อีกเช่นเคย น้อง G. เลยหนีบตัวเองมาด้วยกัน 🙂 จุดเริ่มต้นเราไปเริ่มที่สถานีรถไฟคุณหมีแพดดิงตั้น มาทั้งทีก็ต้องไปทักทายนายสถานนีสักหน่อย

Image

นั่งรถไฟไปไม่ไกลแค่ชั่วโมงนิดฟ้าฝนเป็นใจตกพร่ำๆ ก็ไปถึง Moreton-in-Marsh แล้ว จากนี้เราต้องนั่งรถบัสเพื่อไปเช็คอินที่ B&B ที่ stow on the wold ซึ่งมั่นใจกันมากเพราะปู่ที่ขับรถบอกว่าถึงแล้วจะเรียก ทำให้เราเพลินกับบรรยากาศที่แสนจะเป็นกันเองของคนแถบนี้ เพราะใครขึ้นรถมาก็จะทักทายกันทั้งรถเลย ​:)   แต่นั่นแหละเดินทางทั้งที อย่าไว้ใจทางอย่าวางใจคน เพราะปู่สุดซิ่งวิ่งแซงโค้งไม่ได้มีการบอกกล่าวใดๆ กับชาวคณะเลยว่า ถึงป้ายที่เราจะลง มารู้สึกตัวอีกทีพวกเราก็มาหยุดอยู่ที่  Burton-on-the-water เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกว่าที่จะมีรถมาอีกทีก็ต้องรอไปอีก 1 ชั่วโมง เอาว่ะ ฝนพร่ำๆ กระเป๋าลาก 1ใบ กระเป๋าหิ้วตุงๆ อีกใบ ฉันเที่ยวได้ เพราะเท่าที่มองหาแล้วที่นี้ไม่มีที่ไหนพอจะฝากกระเป๋าไว้ได้ ก็ต้องกระแตงกันไป

Image

ที่น่าเจ็บใจก็คือ ฝนตก!!!!! คือตกวันไหนไม่ตก ตกวันที่มานอกเมืองเพื่อจะถ่ายรูป ชักภาพไม่ได้ใขไม่พอ ขนของมาหนักเกิน กระเป๋าคุณพี่ชายที่ยืมมาดูจะพอใจที่ต้องอ้วนปริขนาดนี้ เลยสะบัดตัวตกจากกระเป๋าลากหูหิ้วขาด วินาทีนั้นสิ่งที่กลัวไม่ใช่ความลำบากในการแบกกระเป๋าต่อ แต่เป็นหน้าตอนโกรธของคุณพี่มากกว่า กลับไปกรูตายแน่ X(

เอาว่ะ พยายามทำใจให้สนุก อย่าเพิ่งเครียด ไปเครียดที่ไทย ก็เดินในคลองเอ้ย ถ่ายรูปแถวคลองน้ำสายยาวที่กั้นระหว่างถนนใหญ่กับตัวเมือง เมืองนี้น่ารักสมคำเล่าลือเพราะบ้านเรือนนั้นยังคงเป็นไว้แบบสมัยก่อนอยู่ บ้านอิฐที่เรียงรายเป็นแถวเหมือนแบบที่เคยอ่านในหนังสือนิทานตอนเด็กๆ ไม่มีผิดเลย

คณะนางแบ่บ…. สวยสมวิวกันทุกผู้ทุกนาง
Image

ImageImage

Keep CLEAR.

จริงๆ มาที่นี้แบบเป้าหมายเวิ้งว้างพอสมควร เพราะเป้าหมายคือเดินดูเมือง แต่ฝนมันตกแถมมีกระเป๋าเลยเดินกันหนาวๆ  ดีว่ายังมี Model Village ให้ไปเที่ยวเล่นกัน ใครกลัวเดินหมู่บ้าน Bourton-on-the-water ไม่ครบให้แวะไปยังหมู่บ้านจำลองแห่งนี้กันได้เลย ไปไม่ยากเดินผ่านไปรษณีย์ไปอีกบลอคก็เจอแล้ว ค่าเข้าราคาน่ารักสมไซส์ที่ 3.6 ปอนด์ แต่คุณภาพไม่เล็กนะจ๊ะ เพราะว่าหมู่บ้านจำลองแห่งนี้ย่อเอาทุกสัดส่วนมาเลยทีเดียว เรียกได้ว่า ร้านรวงในหมู่บ้านนี้ถ้าเปิดใหม่แล้ว รับรองได้ว่ามีการอัพเดทขึ้นป้ายในหมู่บ้านจำลองนี้เช่นกันจ๊ะ แล้วทีเด็ดกว่านั้นคือ ในหมู่บ้านจำลองก็ยังมีหมู่บ้านจำลองนี้ย่อส่วนลงมาอีก มาที่นี้แล้ว เหมือนตัวเองเป็นกัลลิเวอร์เลยล่ะ งานสร้างก็ละเอียดละอ่อนสวยงาม แนวหินบนกำแพงหลังคา สนามหลังบ้านที่มีทั้งเรือนกระจก หรือเก้าอี้อาบแดดก็มีพร้อม แม้แต่ในโบสถ์ก็มีเปิดเพลงตามเวลาด้วย

Image

ไม่ใช่แค่ตัวบ้านเรือนที่ย่อขนาดมา บรรดาต้นไม้นี้แหละที่ทำให้ยิ่งน่ารักเข้าไปอีก เพราะว่า ทำออกมาได้สมส่วนเลย ในส่วนในสุดจะมีกล้องกระจกที่สะท้อนให้ระดับสายตาเรามองเห็นเมืองนี้ในแบบปกติด้วย 🙂

แต่ไม่ใช่บรรดาแขกท่ีมาเยือนจะได้เป็นกัลลิเวอร์นะ คุณเป็ดคุณนกที่หลุดเข้ามาก็กลายเป็นเป็ดยักษ์นกยักษ์เหมือนกัน

Image

เสร็จจากตรงนี้ มีแวะส่งโปสการ์ดกันแถมด้วยเข้าร้านกุ๊กกิ๊กเลยได้กระเป๋ามากู้ชีพ 1 ใบ เดินไปเดินมาอีกพัก ก็ได้ฤกษ์คนเสียตังเป็นเพื่อน เพราะนส. ง ที่ลืมถุงมือให้ลุงร้านสโคนเป็นที่ระลึกก็ได้พบรักใหม่กับถุงมือหนังสีดำพร้อมเฟอร์ นางบอกว่าตอนนี้ความมั่นใจมาเต็มที่แล้วเพราะมือไม่เย็นแล้ว จากนั้นก็ได้ฤกษ์กินข้าวเที่ยง จริงๆ ก็ไม่มีอะไรมาก แต่อยากลงรูปนี้ 🙂

Image

จากนั้นก็ได้เวลาย้อนกลับไปยัง stow on the wold ที่ตั้งของ B&B ที่จองไว้ แหมมมม ลงรถบัสที่จตุรัสนี้แล้วปวดใจจริงเพราะว่า ถ้าได้ฝากกระเป๋าที่นี้ กระเป๋าก็ไม่ขาด พี่ชายไม่ด่า ไม่เสียตังซื้อใบใหม่  ว่าแล้วก็ลากกระเป๋าออกจากตัวเมือง (พูดเหมือนใหญ่มาก จริงๆ เล็กเท่าจตุรัสวนรถเมล์เนี่ยแหละ) มาที่ The Limes Guest House ไอ้เราก็นึกว่ามาเช็คอินแล้วตัวปลิว แต่ก็ไม่ได้ราบรื่นนักหรอก เริ่มจากติดต่อเจ้าของบ้านพักไม่ได้ ก็ถือวิสาสะเดินเข้าสวนไปเลย ทำให้ได้เห็นการจัดสวนที่ประหลาดมากจนงงกับรสนิยมคนจัด เสร็จแล้วก็ไปนั่งแกร่วรอที่หน้าบ้านเค้าแบบกร่างๆ เพราะนั่งยืดแขนยืดขาราวกับเช็คอินแล้ว ระหว่างที่กวนให้น้อง ​G. โทรไปหา ก็ได้ยินแต่เสียงโทรศัพท์ที่ไม่มีคนรับ จนพวกเราเริ่มแต่งพลอตนิยายฆาตกรรมจมกองเลือดไปได้หลายตอน ประกอบกับว่าบ้านข้างๆ ดูเหมือนจะร้าง เลยยิ่งสนุก ฟุ้งซ่านสักพักก็ได้ยินเสียงเด็ก ถึงได้รู้ว่าเค้าออกไปรับลูก

เช็คอินแล้ว ห้องพักน่ารักมากกกกก อยากนอนตื่นสายอยู่นานแสนนาน

Image

ห้องพักดีมากกกกกก จอง 2 ห้อง ห้องใหญ่มี 3 เตียง พยายามล่อลวงน้อง G ค้างแต่ไม่สำเร็จเลยออกไปหาข้าวกิน และรอเวลาส่งน้อง G. กลับลั๊นดั๊น   (ใช้บริการเสร็จแล้วต้องส่งคืน)  แน่นอนค่ะเมืองเล็กอย่างงี้นอกจากร้านข้าวคงไม่มีร้านไหนเปิดเกิน 5​ โมงเย็น เลยต้องรีบเดินรีบแวะ

Image
เมืองบ้าอะไรก็ไม่รู้ ถ่ายหลังซอยกับถังขยะยังสวย

ก็ไปเจอร้านหนังสือน่ารัก กับร้านขายเครื่องเขียนเล็กๆ ให้ใจเต้นเล่น เลยไปเห็นหนังสือของ Quetin Blake เล่มใหญ่เท่าบ้านเข้าให้ ดีนะว่าไม่มีที่ใส่เลยยังไม่ต้องเสียทรัพย์ นอกจากนั้นยังเจอนิยายที่ใช้เมือง Cotswold เป็น Background อีกเพียบ เพียงแต่ว่า…มันเป็นนิยายฆาตกรรมซะส่วนใหญ่ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ซีรีส์ฆาตกรรมสุดฮิตของอังกฤษอย่าง  Midsomer Murders จะได้มาแวะเวียนแถวนี้กับเค้าบ้างหรือเปล่า

Image

ไม่ได้กินร้านเค้ายังไปเกรียนใส่เค้าอีก  :v จริงๆ เมืองนี้มีร้านน่าเดินเยอะแยะเลย แต่เราออกมากันช้าเลยได้แต่ window shopping กันจริงๆ เพราะร้านปิดกันหมด เศร้านัก จะมาแก้ตัวใหม่ก็ลำบากเพราะว่ามีเหตุให้ล้มแผนการณ์วันพรุ่งนี้หมดเลย นั่นก็คือข่าว SETLOCK ที่จะถ่ายทำกันในวันพรุ่งนี้ใน London ข่าวนี้ทำเอาติ่งจากไทยนั่งกันไม่สุขล่ะจ้า งานเข้าเต็มๆเลย ทำเอาเนื้อเต้นอยากจะกลับลอนดอนพร้อมน้อง G. ซะคืนนี้เลย Oxford, Romantic Road ล่มสลายหายไปเพราะผู้ชายทำลายชีวิตเท่านั้นล่ะจ้าาาาา ไอ้ตัวเราไม่เท่าไหร่เพราะเมืองนั้นไปมาแล้ว ติดที่นางสาวเงาะแงะ ว่าจะยังไงแต่เนื่องจากมาด้วยอุดมการณ์เดียวกัน ตามหาหัวใจและผู้ชายเป็นหลัก เรื่องเที่ยวพร้อมสละได้ทุกเวลาอยู่แล้ว เพราะงั้นแผนการณ์วันพรุ่งนี้ ล้ม!!!!

จำไม่ได้แล้วว่าไปกินร้านไหน ถึงแม้อาหารจะไม่ได้ประทับใจมาก แต่บริการนี้ประทับใจจ้า ยิ่งชาวคณะกินน้ำยิ่งกว่าอูฐขาดน้ำ เรียกขอน้ำบ่อยๆ ขอกี่หนก็ได้รอยยิ้มแถมมาทุกงวด แหมมมมม น้ำที่นี้ดื่มแล้วชื่นใจ

หลังจากส่งน้อง G. ขึ้นรถชาวคณะก็เดินหนาวๆ กลับที่พักกัน ระหว่างได้วิวสวยประทับใจราวกับย้อนกลับไปในหนัง Pride and Prejudice เลยทีเดียว ขาดแต่ว่า ฉันยังไม่พบคุณดาร์ซีเลยเนี่ยสิ ไม่แน่นะพรุ่งนี้อาจจะได้เจอ :v

_MG_5885

CZ05 : Praha มาแล้วจ้า

เมื่อฟ้าต้องการสั่งสอนว่านินทาเป็นเรื่องไม่ดี ที่นินทาป้าไว้ยาวๆหายไปหมดเลย ปวดใจแต่ไม่ย่อท้อ เราพร้อมจะเขียนใหม่ค่ะ ฮ่าฮ่า

ต่อจาก post ที่แล้ว ณตอนนี้ คณะเดินทางได้มาเยี่ยมสนามบินเก่าในชื่อของกรุงปราคเป็นที่เรียบร้อย เครื่องลงช้าไปนิด แต่ตอนออกมาป้าก็ยังไวายสอดส่องดูว่าชอปในสนามบินเป็นอย่าง อา…. ลืมไปว่าจุดประสงค์ในการเดินทางของเรามันต่างกัน

ออกมาก็เจอ Mr.J มารอรับ Mr. J เป็น importer ชาวเชคที่รวมงานกันได้ประมาณ2ปี สาเหตุที่ได้กลับมาดูงานที่เชคเป็นรอบที่สองก็เพราะ Mr.J คนนี้แหละ เพราะเมื่อต้นปีแกมีหมายกำหนดการมาไทย แต่มาได้ครึ่งทางที่ดูไบเกิดไม่สบายอย่างหนักต้องกลับประเทศซะก่อน แกเลยเข็ดขยาดการมาไทย(?) ประกอบกับทางโรงงานที่เราสั่งซื้อสินค้าอยากพบก็เลยเปลี่ยนเป็นมาเชิญเราจากไทยมาแทน ต้องขอบคุณอาการป่วยของ Mr. J มา ณ จุดนี้นะฮะ (เอ๊ะ!!!)

ออกมาจากสนามบินก็ตกใจ เพราะอากาศร้อน!!! อุณหภูมิไม่ต่างจากไทยแต่ความสดใสของท้องฟ้านี้ต่างกันมา ราวกับมีคนมาใส่ฟิวเตอร์ปรับสีไว้ ด้านนอกของสนามบินก็ใหม่นิ้ง ต่างจากเมื่อปีที่แล้วพอสมควร ตอนหลังมารู้ว่าเค้าปรับใหม่หมดเลย

ที่พักครั้งนี้อยู่ใจกลางเมืองห่างจาก Old Town Sq. แค่5นาทีถึง ห่างจากสนามบินแค่30นาทีเพราะปราคเป็นเมืองหลวงที่เล็กๆ จากนอกเมืองเข้าไปยังไม่รู้สึกอะไรมาก จนเริ่มเข้ามาในตัวเมืองได้เห็นสถาปัตยกรรมแบบเก่า หลังคาสีส้มเนี่ยแหละ ถึงจะรู้สึกว่า ปราคจ้าฉันมาแล้ว:D

25560731-105224.jpg

Mr. J มาหย่อนไว้ตอนบ่าย3และนัดกินข้าวทุ่มครึ่ง เพราะเค้าอยากให้คณะได้พักผ่อน…. แต่มีรึป้าจะยอมในเมื่อถนนช้อปปิ้งเมกกะของป้ามันอยู่แค่ 2 ถนนถัดไปเท่านั้นเอง อาบน้ำแต่งตัวออกไปชมเมืองกันตอน4โมงเนี่ยแหละ แดดยังเปรี้ยงไม่ต่างกับตอนเที่ยง มาปราคทั้งที่ต้องไปเหยียบ Old Town Sq. กับดูนาฬิกา Astronomical ที่อยู่ข้างกันซะก่อน อย่างที่ว่าอากาศดีฟ้าแจ้งคนเลยเพียบหันไปไหนก็เจอแต่นักท่องเที่ยวซึ่งมีทั้งฝรั่งและเอเชีย เอเชียมาวินคราวนี้กลับเป็นญี่ปุ่นกะเกาหลี ดีใจแทนเมืองปราคที่ยังไม่โดนจีนบุกแต่ก็นะพี่เกาทั้งหลายมารอแล้วเมื่อยเลยนั่งกะพื้น พอก็มายืนด้านหน้าก็โวยวายให้นั่งลง เค้าไม่เหยียบเอ็งก็ดีเท่าไหร่แล้ว

25560731-105320.jpg

25560731-105426.jpg

นาฬิกานี้มาดูกี่ครั้งก็ยังทึ่งในความสวยงามของมัน ทั้งความงดงามในสไตล์โกธิคและความยาวนานของมัน สร้างกันมาตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่14เลย เป็น1ใน3นาฬิกาดาราศารต์ที่เก่าแก่และยังใช้งานได้ที่สุดในโลก และทุกๆชม. ก็จะมีโครงกระดูกนักบุญไขลานออกมา ซึ่งจะต่างกจากนาฬิกาทั่วๆไปที่มักจะเป็นตุ๊กตาน่ารักๆ มากี่ทีก็ต้องหยุดรอดูทุกทีไป ไม่งั้นอาจจะรู้สึกว่ายังมาไม่ถึงกรุงปราค

หลังจากทำตัวเป็นทัวร์ลิตส์ก็ถึงเสลาของป้าค่ะ นี้แหละช่วงเวลาที่ป้ารอคอย กินกนมกินไอติมเสร็จก็พุ่งไปหาป้าดาเพื่อนป้าก่อนเลย แต่เราพุ่งไปหาโฆษณาข้างร้านที่ได้หนุ่ม Ben whishaw ก่อนเลย ไอ้เรามันคงมองโลกในแง่ดี คิดไปเองว่าการที่จะซื้อของราคาสูงเนี่ยมันต้องผ่านการคิดการเลือกมาก่อนแล้ว เวลาเข้าร้านจะได้ซื้อกลับได้โดยง่าย อินี้คิดผิดค่ะ (เกิดมาไม่เคยได้ใช้ก็เงี้ยะ) และมหกรรม I like it but…. ก็เริ่มขึ้น

เรื่องของเรื่องคือป้ามีกระเป๋าในดวงใจป้าแล้วคือ แบบใช่สีใช่แต่…… ไซส์มันเล็กไป กับอีกใบไซส์ใช่ สีและแบบไม่ใช่ you know you know I like the color but it’s too small. I like this size but I don’t like a color. You know? You know? แล้วป้าแม่งก็วงอย่างงี้ไปครึ่งชั่วโมง!!!!

คือปร้าาาาาค่ะ กระเป๋าที่มันใช่ทั้งแบบใช่ทั้งสีของป้าน่ะ มันมีไซส์แค่2ไซส์คือใหญ่กับเล็ก ถ้าป้าบ่นว่าเล็กป้าก็ต้องเอาใบใหญ่เข้าใจไหมคะ!!! ป้าจะมาบอกว่าป้าอยากได้ไซส์29″ แบบกระเป๋าอีกแบบ มันไม่มี เค้าไม่ได้ผลิตค่ะป้า!!!!!!

แล้วก็ยังไล่ให้พนง. ไปเช็คดูว่ามีไซส์อื่นไหม ป้าาาาาามันไม่มีนะป้าาาาาา แล้วพอพนงบอกว่าตอนนี้ในเชคเนี่ยเหลือใบนี้ไซส์นี้ใบเดียว ถ้าจะเอาต้องรอส่งจากประเทศอื่น(ซึ่งก็คือใบและไซส์เดียวกับในร้าน) ป้าก็บ่น อะไรกันทั้งประเทศมีร้านเดียว เชคมันเล็กนะป้า ทั้งประเทศน่ะประชากรแค่10ล้านเอง ป้าคิดว่าชาวเชคต้องการร้านปราด้าซะกี่ร้านคะ

คือนอกจากจะสงสารตัวเองแล้วเราสงสารคนขายอ่ะ คือก็ต้องยิ้มรับอย่างเดียว ดีนะนางเป็นคนเอเชีย คงรับมือกับป้าๆมาเยอะยังยิ้มได้ ถ้าเป็นฝรั่งแม่งคงตีหน้าเรียบขู่ใส่ป้า และที่อายคือ ป้าก็ไปอวดให้พนง. ฟังว่าเนี่ยป้ามีกระเป๋าหลายใบแล้วทั้งหลุยส์ทั้งปราด้า ป้าจะอวดไปทำไมวะคะ

ท้ายสุดป้าเลือกไม่ได้ค้าาา แต่ป้าขอจองไว้ก่อน เพราะมีแผลนว่าต้องออกต่างจังหวัดพรุ่งนี้ 2 คืน ไม่อยากหิ้วไปเลยจะมาซื้อทีหลัง แต่ป้าที่ป้าบอกว่าป้าซื้อกระเป๋ามาหลายใบแล้วตอนออกจากร้าน ป้าสับสนถามว่าเราไม่ต้องวางเงินมัดจำไว้รึ?? เดี๋ยวเค้าจะเอาของเราไปขายสิ อืออออ จ๊ะป้าป้าเชี่ยวชาญมาก ดีนะไม่ถามในร้าน ไม่งั้นอายอีก

อ้อ ยังนะป้าก็ไปอวดตัวในร้านหลุยส์อีก แต่ไม่เยอะเท่าปราด้า กูจะบ้าก่อนป้าได้ปราด้าแหงๆ

เดินกลับโรงแรมรอไปกินมื้อเย็น ร้านที่ไปไม่ไกลมาก ปะป้ายว่าเป็นร้านอาร์เจนติน่า เข้าไปเจอดีเอโก้ มาราโดน่าเพียบเลย แต่เมนูดูยุโรปมากเลย กระเหรี่ยงไทยอย่างเราเพิางเคยได้ใช้ iPad สั่งอาหาร อุ้ยเกร๋ๆ ดูไฮโซมากๆเลย ทริปนี้เสียดายพี่ชายไม่มาด้วย อยากกินหลายอย่างแต่ไม่มีคนช่วย

อ้อ ลืมไปมีป้านี้นา ป้าบอกป้ากินไม่เยอะ แต่ป้าจะช่วย

ชิบ…. จากบลอคเที่ยวจะกลายเป็นบลอคนินทาป้าไปแล้วสิเนี่ย

หึหึหึ แต่มันยังไม่จบน่ะสิ ทริปป้าเอ้ยทริปปราคนี้อีกยาว

CZ04 : การเดินทางอันยาวนาน

ทริปนี้โหดตั้งแต่เริ่มเดินทางซะแล้วไม่ใช่แค่การเดินทางเครื่องบินที่ต้องเสียเวลาไป via ที่ดูไบถึง9ชม. แค่จะเดินทางออกจากบ้านไปที่ airport link ที่พญาไทก็หนักหน่วง

เพราะเครื่องขึ้นตอนสามทุ่ม ทำให้ตกลงว่าจะนัดเจอกันราวๆ6ครึ่งถึง1ทุ่ม ทำให้เรากะเวลาออกจากบ้านได้ลำบาก วันนั้นลาบ่ายเอาคอมไปทิ้งทีีศูนย์ก่อนจะกลับมาจัดกระเป๋าโค้งสุดท้าย งวดนี้ถ้าไม่นับว่าต้องเอาของขวัญแพคลงเครื่องนี้ เป็นการจัดกระเป๋าที่โล่งมากกกกกก

เพราะมัวพะว้าพะวงว่าจะออกจากบ้านกี่โมงดี เลยตัดสินใจเรียกรถตอน5โมง แต่การจะเรียกรถได้ก็ปาไปอีก15นาที เอาสิฝนตกอีกต่างหาก เชื่อไหมว่าติดกลับรถตรงสาทร10นาที แบะติดอยู่ตรงหน้ามาบุญครองอีก40กว่านาที ไม่น่าเชื่อว่าจากสาทรมา airport link พญาไทต้องใช้เวลาเกือบ1ชั่วโมงครึ่ง แถมแท็กซี่ก็ยังน่าเกลียดอีก นั่งรถ123บาท ยื่นให้200แม่งบอกไม่มีตังถอน จะกวนตีนว่าให้แม่ง100เดียวก็สงสารรถติดโคตร เลยต้องยอมให้ไป200 แล้ววิ่งลากกระเป๋าไปต่อ และก็ไม่ทันรถออกต้อเงสียเวลารอไปอีก10นาที OTL. ไอ้จะรอรถด่วนก็โน่นเลยทุ่มนึง

นั่งไปอีก2ป้ายถึงหัวหน้าก็โทรมาตามเพราะตอนนั้นมากันครบแล้ว ยิ่งรู้สึกผิดเข้าไปอีก แต่ก็เอาน่าสายไป10นาที คนไม่ค่อยมีด้วย ตอน check in ก็ได้เรื่องอีก คาดว่าน่าจะเป็นไฟลท์ที่คนบินน้อย เค้าเลยเอาพนักงานมาฝึกงานกัน แค่4คน แต่น้องคนสวยคีย์ข้อมูลเกิน20นาที เอาต่าเวลามีไม่รีบๆ ที่ใจร้อนเพราะอยากจะถามน้องเค้าเรื่องการใช้ lounge ของสายการบิน เพราะ via นานเกิน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ด้วยเหตุผลเดิมและเพราะว่าไม่ได้สมัครเป็นสมาชิกของสายการบิน ฮ่วยยยยยยยยย ดีนะที่จองอีกที่ไว้

ผ่านตม.มา คราวนี้เป็นครั้งแรกที่เลือกฝั่งตรงกับ Gate ของตัวเอง เดินไปอีกนิด นึกว่าจะชิวๆ ค่อยๆเดิน. ปรากฎว่าไม่ค่ะ มหกรรมช้อปปิ้งไม่เลือกรออิฉันอยู่ สืบเนื่องจากคุณป้า ล. ภรรยาของหัวหน้ามีจิตใจมุ่งมัานอันแนวแน่นว่าชีวิตของป้าอยู่ได้ด้วยการชอปปิ้ง พอหลุดตม. มาได้ปุ๊บป้าก็พุ่งไปยังแผนกเครื่องสำอางค์ทันที พร้อมกับพูดตลอดว่าคนฝากซื้อๆ ป้าก็โฉบไปบูทบูทนี้อย่างเมามันส์ทั้งชิมั้งละเมอ ไอ้เรามันพวกชมแต่ไม่ข้อปก็ได้แต่มองเดินตามไปอย่างเซ็งๆ เมื่อป้าได้ของไม่ตามลิสต์ป้าก็ไม่หยุดค่ะ เพราะเป้าหมายชิ้นต่อไปของป้าคือกระเป๋าลองแชมป์ของป้า อยากจะบอกป้าเหลือเกินว่าไม่ใช่ค่ะ แต่ว่าป้าผู้มาดมั่นในแบรด์เนมแรงขนาดนี้จะไปขัดผู้ใหญ่ก็ใช้ที่ เลยปล่อยให้ป้าวิ่งข้ามฝั่งไปหาลองแชมป์ที่ป้าถวิลหาต่อไป

หึหึหึ ต้องไปขึ้นเครื่องที่ Gate E โผล่จากตม ก็ฝัาง E แต่ลออออองแชมป์ป้าอยู่ฝั่งA-C จ้าาาา ทำอะไรได้ไหมนอกจากวิ่งตามป้าข้ามโซนไปฝั่งตรงข้าม แผนหาข้าวเย็นกินก่อน3ทุ่มเป็นอันโกยทิ้งจ้าาาา

หลังจากป้าเสร็จสมอาามณ์หมายกับกระเป๋าใหม่แล้ว ก็ได้เวลาเดินย้อน gate กลับไปฝั่งเดิม แต่ออกจากห้องน้ำมาอีกทีเห็นป้าเอาแต้มที่ได้มาไปลุ้นโชคต่ออีก นี้มันแค่เริ่มต้นเท่านั้น หึหึหึหึ

หลังจากสามารถพาตัววาร์ปขึ้นเครื่องมาแล้วตอนแรกก็ตระหนกเล็กต้อยเพราะได้ที่นั่งเป็นคู่ แน่นอนว่าป้าและหัวหน้าต้องนั่งคู่กัน ส่วนเราต้องนั่งกับเพื่อนรวมงานอีกคน ปัญหาของเราก็คือ คนๆนี้เป็นคนสูบบุหรี่จัดมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก แค่ไปเอาเอกสารที่ห้องเค้ากลิ่นบุหรี่ยังติดมาเลย ตอนที่จองตัผ่วอุตส่าห์บอกว่าให้จัดที่นั่งเป็น 3:1 เพราะกะปลีกวิกเวก ตอนแรกกลัวใจหายเลย ดีที่ว่าไฟล์ทนี้บินน้อยเลย แยกกันนั่งได้ พอกินข้าวเสร็จก็ฟังเพลงปู้ David Bowie แล้วหลับยาวเลย

ขอเม้าท์เครื่องของ emirate นิดนึงว่าเลิศอ่ะมีช่องเสียบ USB กะที่เสียบปลั๊กด้วย. กรี๊ดค่ะกรี๊ด

ตัดวาร์ปมาลงเครื่องที่ดูไบ จนท. Lounge หรือพี่ตาปรือ มารอรับ สรุปแล้วว่าเราเข้าใจรูปแบบการบริการของที่นี้ผิดไปเพราะว่า louge ของที่นี้เป็นห้องรับรองก่อนที่จะพาเข้าไปในตัวเมือง และเราสามารถใช้บริการได้ปีะมาณ4-5ชม. เท่านั้น มีเครื่องดื่มรับรองกะโซฟาให้พัก แต่ต้องไปถึง GATE A ซึ่งไกลอยู่ต้องนั่งรถไฟไปอีกด้าน

25560728-002237.jpg

สภาพห้องที่ไปเป็นโถงกว้างใหญ่มีโซฟานานนุ่มประมาณ10-12ชุด รอกินน้ำแล้วก็เตรียมกระจายตัวนอน แต่ก่อนนอนให้พี่ตาปรือพาไปเช็ค Gate ก่อนเพราะกลัวหลง สนามบินบ้าอะไรฟะใหญ่เว่อร์ แต่เพราะว่าต้องรอ via ถึง9ชม. ไฟล์ทเลยยังไม่ขึ้น พี่แกก็ดีนะพาขึ้นลิฟต์ไปดูว่าถ้าขึ้น zone A ต้องย้อนกลับนั่งรถไฟไปที่เก่าแต่ถ้าเป็น B ก็ขึ้นไปชั้นสามแบบที่พามา จากนั้นก็กลับมานอนในโถงโล่ง ไอ้เรายังเด็กๆ นอนไงก็ได้ แต่สงสารหัวหน้าและภรรยาอ่ะ คนแก่คงหลับยาก แถมป้ากผ้จะให้ไปนั่งใกล้ๆตลอดอีก ก็ตีเนียนเล่นเนทไปจนหลับ แต่แมร่งงงงงงเอ้ยยยย อีพนง. ทำความสะอาดมึงจะมาโกยผงอะไรตอนตี2ฟะ เสียง แต๊ปๆ ของที่โกยผงมึงน่ารำคาญมาก แถมพอเคลิ้มๆจะหลับก็ดันมีแขกอีกกลุ่มเข้ามาใช้บริการ หนวกหูไม่พอ ตี4พี่แกมาละหมาดกันอีก

ตื่นตี5งัวเงียไปถามเกทกะ counter Emirate แล้วแม่งงงงงงงเสือกบอกว่าไม่รู้ ไฟลท์กูถูกแคนเซิลเรอะไงฟะ เลยต้องขึ้นไปดูเอาด้านบน ปรากฏว่าไฟล์ทขึ้นมาแล้วแต่อยู่. Gate C!!!???? C?? แต่พี่ตาปรือบอกว่า A,B เท่านั้นนิค่ะ??? ตาสว่างเลยกรู รีบวิ่งไปถามเจ้าหน้าที่ได้ข่าวว่าไปทางเดียวกะ B แต่พอผ่านเครื่องตรวจของแล้วค่อยไปอีกทาง

พอเข้าโซนช้อปปิ้งป้าก็ตาตื่นเลย แต่ต้อฝไปหาอะไรใส่ท้องก่อน อะไรดลใจให้หัวหน้าเลือก Burger King ก็ไม่รู้ ทั้งๆที่หัวหน้าเป็นครักษาสุขภาพมาก เลนโดน BK ฟันไปพันกว่าบาทเบย แถมตอนสั่งยังเมาๆไม่ตื่นไปถามเค้าว่าไม่มีหมูรึ??? พนง ก็ตาตื่นมองหน้ากันควับ แฮะๆๆ ขอโทษคร้าบบบบ ลืมไปว่าอยู่ประเทศมุสลิม

จากนั้นเราถือโอกาสขอแยกไปตามหา Gate ให้สมาคมคนสฟชูงวัยเดินช้อปกันต่อ เวลาเหลือๆ อีก2ชม. แน่ะกว่าจะขึ้นเครื่อง แต่พอป้ามา ป้าบ่นใหญ่เลยว่าร้านน้อยของแพง แหมมมม เกือบลืมเป้าหมายชีวิตของป้าไปเลยค่ะ หนูขอโท

คราวนี้คนแน่นเต็มเครื่องเพราะว่าไฟลท์จากไทยไปปราคมารวมกันถึง4ไฟล์ทคนแน่นทุกที่นั่ง เลยกินข้าวเสร็จก็นอนต่อ ดีนะเป็นพวกที่หลับง่ายเวลานั่งรถ

มาดูสิว่าตอนลืมตาตื่นมาแล้วจะถึงปราฮาาาาาาแล้วหรือยัง

LDN13/03 : Colouful Columbia.

เป้าหมายวันนี้คือการพาชาวคณะไปกิน scone ยัง Columbia St. ตอนแรกว่าจะออกสัก 7 โมงกว่าๆ แต่ตื่นกันก่อนเวลากันทั้งนั้น ยังปรับเวลากันไม่ได้ว่างั้นเหอะ แต่ตื่นแล้วก็ตื่นเลย หน้าตาสดใส

Image
ไปหาอะไรกินที่ Sanibury ที่ Patemoster Sq. ซึ่งจุดนี้แหละที่กลายเป็นเส้นทางประจำเดินมันทุกวัน อากาศหนาวๆ แต่ร้านกาแฟไม่ยอมเปิด เลยไปซื้อแซนด์วิชเย็นๆ มานั่งกินตากลมเย็นๆ ในนี้ :v นั่งกินไปน๊านนานจะเห็นคนเดินมา ก็นะมันยังแค่ 6โมงกว่าๆเอง ลุงก็คงไม่เข้าใจว่า ทำไมกระเหรี่ยงเดินทางถึงก็มาตากลมกินข้าวกันแบบนี้ คนที่อาการหนักสุดน่าจะเป็นเงาะแงะ เพราะนางแอดว๊านซ์มาก ขนาดใส่ถุงมือ 2 ชั้น

Image

 ตู้ประหลาดสีดำ

ตั้งเป้าไว้ว่าจะนั่งรถเมล์ไป แต่ยังต้องเดินไปซื้อบัตร 7 days pass ในสถานีก่อน ถึงจะเช้าแต่ก็ยังเจอลุงนายสถานีใจดีมาช่วยกดบัตรให้ 😀 ได้บัตรน้องหอยเตรียมรบก็เดินกลับไปหาป้ายรถเมล์กัน ที่จะนั่งรถเมล์ไปเพราะว่า รอบแรกที่เคยไปด้วย Tube เดินไกลมากกกก เลยมุ่งแล้วว่ารถเมล์เนี่ยแหละ เดินไปแป๊บก็ถึง แต่โชคไม่ช่วย ดวงไม่มี เพราะต่อให้ป้ายรถเมลล์มันอยู่ตรงหน้าที่พัก แต่ถ้าเจอปรับปรุงถนนรอรถไปก็เท่านั้น เลยต้องเดินวนหน้าวนหลังหาป้ายอื่นทดแทนกันเลย 😡 หลังจากเดินครบรอบก็ตัดใจ ไปหา Tube แทนก็ได้​ (วะ) เดินผ่านลุงเขินเล็กน้อย มุ่งหน้าไปสถานี Liverpool Street สดใหม่ใสกิ๊ง

Image

คราวนี้หนาวขึ้นและฉลาดขึ้นไม่เดินแล้ว นั่งรถเมลล์ไป ไม่ถึง 10 นาทีก็ถึง แต่มาถึงลั๊นดั๊นแล้ว ก็ต้องพาขึ้นไปนั่งรถชั้น 2 สิ 😀

 Image

ถนนดอกไม้ของต้นฤดูใบไม้ผลิก็ยังดีสดใสในไม่แพ้ฤดูร้อนที่เคยจำได้ ไปถึงก็ได้ยินเสียงตะโกนโหวกเหวกถามตอบราคาของลุงๆ ดอกไม้ ตลอดเวลา 😀 แหมมมมม ดอกไม้สีสวย น่ารักๆ แบบนี้ ปลูกได้สวยเพราะลุงๆ เหล่านี้ทั้งนั้นนะ ขอบอก

 

ดอกไม้ละลานตาเต็มไปหมด ขนาดไม่ได้เป็นคนชอบดอกไม้ยังคันมืออยากซื้อเลย เห็นราคาแล้วใจละลาย ยิ่งไปเทียบกับบ้านเรา หันมาอีกทีคณะทัวร์แตกกระเจิงค่ะ กระจายตามจุด ไม่ใช่แค่ดอกไม้เท่านั้นที่ดึงสายตา บรรดาลันดั๊นเนอร์ยังพาหมามาเดินเลือกซื้อดอกไม้อีก ทีนี้ทำอะไรไม่ถูกอยากถ่ายทั้งดอกไม้ทั้งน้องหมา XD ถึงแม้ว่าถนนดอกไม้สายนี้จะเป็นสายสั้นๆ แต่ว่าจัดจ้านนะขอบอก พอเติมสีสันยามเช้าแล้วก็พาชาวคณะเลี้ยวขวาไปตลาดมือสองเล็กๆ มาตรงนี้ได้ฤกษ์เสียตังค์กันแล้ว มิ้นได้หนังสือภูติประจำฤดูไปหลายฤดู ส่วนมิลค์ก็ได้หนังสือเก่าไปสองสามเล่ม ส่วนเราได้มะเขือเทศตากแห้ง (เอ๊ะ!!) ไปเจอร้านขายผ้าและกระดุมร้านนึง น่ารักมั่ก 😀 ให้บรรยากาศย้อนยุคนิดๆ ชอบเวลาเค้าเทกระดุมมาแบ่งขายอ่ะ

 Image

ตลาดดอกไม้ที่นี้มีของน่ารักซ่อนเต็มไป ด้านซ้ายตลาดมือสอง มีแกลลอรี่และร้านขายภาพอยู่ด้วย แต่อีกไฮไลท์ก็คือร้านรวงสุดเกร๋ๆ ด้านขวาเนี่ยสิ เสียเวลาเข้ามันทุกร้าน กิเลสพุ่งมันทุกร้าน ทั้งของแต่งบ้าน ทำสวน ร้านที่ขายแต่ผ้าลูกไม้ แต่มางวดนี้เจอร้านใหม่ประทับใจมาก ชื่อร้าน Choosing Keeping Stationary เป็นร้านที่รวบรวมเอาเครื่องเขียนเกร๋ๆ มาให้ดู ซึ่งก็ได้แต่ดูจริง เพราะราคาหลายอย่างมันเงิบอยู่ เช่นปากาหัวเมจิกของญี่ปุ่นที่ไทยแท่งล่ะ 40 บาท ที่นี้ราคาใกล้กันมาก 4 ปอนด์ มีปากกาน่าลองน่าเล็กหลายแบบแต่ว่าไม่อำนวยเลยดูเฉยๆ ร้านแต่งเรียบๆ แต่เท่ห์โคตร ชอบนัก 😀

 Image

ถึงแม้ชาวคณะจะอดใจไม่ไหวแบ่งกันกินเบเกิ้ลกันคนละครึ่ง แต่พอมาถึงร้าน​ Cake Hole ก็กินกันแบบไม่มีเบรคเลยทีเดียว 😀

 

ร้าน Cake Hole เป็นร้านที่มาเจอแบบฟลุ๊คๆ เมื่อคราวก่อน จริงๆ ในฝั่งตลาดมือสองก็มีร้านเค้กน่านั่ง แต่คนเต็มตลอด แล้วพอได้กินของอร่อยแบบไม่คาดคิดเลยยิ่งประทับใจ 

 Image

อย่างว่าของมันอร่อยต้องทำใจ คนเยอะโต๊ะน้อย เลยต้องทำการแย่งชิงโต๊ะกันเล็กน้อย แม้แต่ลุงเจ้าของร้านยังขำ ลุงแกมีลีลาการจดเมนูได้น่ารักสนุกมาก เอ๊ะ วันนี้มีดวงกับชายสูงวัย

 

หลังจากที่ผู้หญิงทั้ง 5 เลือกเค้ก 2 ชิ้น สโคน 2 ก้อนใหญ่ กระนั้น นางทั้ง 5 ก็ยังไม่หนำ ขอซ้ำสโคนแสนอร่อยกันอีกชุด เพราะครีมและแยมที่นี้มันอร่อยติดลิ้นจริงๆ :v

 

Image

อิ่มกันแล้วก็ไปเดินช้อปชมเมือง โดยเริ่มที่ Piccadilly Circus เซย์ฮายกับคิวปิดขาเดียว แล้วเดินต่อไปที่ถนน Regent แต่ปัญหาก็เกิดเมื่อนส. ขี้หนาวของคณะ ทำถุงมือหายไป 1 ข้าง เลยถกกันอยู่ว่าจะกลับไปกินสโคนกันอีกรอบดีไหม เพราะคาดว่าจะทำตกให้เป็นรางวัลลุงใจดีที่ร้านดีไหม แต่ไม่ผ่าน เพราะอยากกินอย่างอื่นมากกว่า :v เงาะแงะเลยต้องเดินหนาวมือด้วน และวิ่งเข้าออกที่ร้าน Uniqlo และ Gap และร้านอื่นๆ เป็นระยะ ไปเดินเล่นที่ร้านของเล่นเพื่อหาของรางวัลงานหนังอีกยก

 Image

แต่มาถึงแหล่งช้อป ไม่มีใครเสียตังเดี๋ยวจะเสียฤกษ์เลยหลอกเด็กเข้าไปเส้น Carnaby St. แหมม ร้านแรกที่ดักรอก็ Camper เลยจ้าาาา งวดนี้มิ้นเลยได้รองเท้าใหม่สมใจ แถมมิลค์ก็ได้บูทเรียบเก๋ลดราคาอีกต่างหาก ทำเอาสามนางที่เหลือไหวหวั่นอยากเสียเงินให้ร้านนี้กันบ้าง

 

พอเสียตังถ้วนหน้า น้อง G. ก็ลากกระเป๋าเดินทางอันหนักอึ้งมาคืน เมื่อคืนวานเราได้ทำการตกลงกันว่า จะเอาน้ำพริก มาม่า และผู้ชายไปแลกกับ Artbook ต่างๆ นานาๆ ที่ฝากไว้ ไม่คิดว่าจะเยอะขนาดนั้น ดังนั้นเราเลยต้องลากกระเป๋าเดินทางใบเล็กเข้า Liberty ซะงั้น เกรงใจปาเก้ในห้างมากค่ะ

 

อ่อ ได้ฤกษ์เปลี่ยนซิม iPhone กันอีกที เพราะอันทีได้มาเมื่อคืน โทรได้เล่นเนทไม่ได้ พยายามไปเติมเงินก็ยังไม่ใด้อยู่ดี เลยเปลี่ยนแบรนด์ซะเลย แต่คราวซวยอยู่ที่น้อง iPhone 5 Micro SIm ขายดีเกิน แถม Mini Sim ก็ถูก iPhone 4 ทั้ง 4 เหมาหมดร้าน :v

 Image

เดินเลาะกิน เบนน้อย คุกกี้กันไปจนถึง Oxford St. circus เข้าไปช้อปได้นิดนึงก็ปิดกันหมดแล้ว มาเที่ยววันอาทิตย์นี้เสียเวลาซะจริง เลยย้อนกลับไปหาข้าวกินแถว St. Paul หวยมาออกที่ร้าน Pizza Express ที่อยากกินมานาน สมใจซะที อากาศหนาวๆ กับพิซซ่าราดชีสร้อนๆ นี้ฟินมากกกกกกกก

Image
ท้องอุ่นแล้วก็พร้อมรบ ไปเดิน Minlenium Bridge กันซะหน่อย เพราะถือโอกาสเดินชม St. Paul ยามค่ำคืนไปไหนด้วย อุตส่าห์พักอยู่ใกล้ๆ มันต้องเอาให้คุ้มสิ แต่พอเดินถึงกลางสะพานเพื่อถ่ายวิวริมน้ำ หันมาอีกทีชาวคณะก็เดินไปสุดสะพาน แล้ววกลับมากันแล้ว 😮 แถมมากันแบบปากสั่นๆ ด้วย เลยต้องรีบวิ่งไปถ่าย Globe Theatre แป๊บนึงแล้วค่อยห้องพัก

Image

LDN13/02 : LONDON , Here I come.

พูดได้เลยว่าการเริ่มต้นเดินทางในไทยไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ เพราะว่าแค่เริ่มเดินทางไป Airport Link ก็ดวงซวยเจอแท็กซี่เฮงซวยแล้ว เป็นลุงที่ปากดีท่ีพาจะโน้มน้าวให้นั่งรถลุงต่อไปสุวรรณภูมิ พอไม่ไปก็ขับอ้อมแล้วจะทิ้งพวกเราไว้กลางทางอีกต่างหาก ลุงช่าง…. แต่ก็เอาว่ะ ไปถึงสุวรรณภูมิ

การเดินทางคราวนี้เป็นการใช้บริการของ Eva Air และเดินทางตอนกลางวันเป็นครั้งแรก ปกติไปอังกฤษทีไร ต้องนั่งไฟลท์ข้ามวันข้ามคืนกันไปเลย แถมยังเป็นการบินตรงครั้งแรกอีกต่างหาก ยังไม่ได้เข้าตม. ปัญหาแรกก็เกิดคือ รองเท้ามิ้นเปิด :v จริงๆ เป็นรองเท้าเราเองแหละ อายุเยอะแล้ว ผ่านไปปีนฟุจิและลุยหิมะก็แล้ว นึกว่าจะพามันไปลุยอังกฤษซะหน่อยก็ถอดใจหายใจทางปากซะงั้น แต่ก็ยังพอไหว ใส่ไปก่อนได้ ดังนั้นมิ้นเลยมีเป้าหมายช้อปปิ้งก่อนใครเพื่อนเลย

หลังจาก take off ก็เจอ jackpot ไฟตรงที่นั่งเสีย volume control ปรับไม่ได้ ทริปนั้นเลยนอนเงิบเลย จะคุยกับเพื่อนร่วมทางก็ชิงหลับตลอดทาง แถมแทะทินนี่ไม่แบ่งด้วย  :v ผ่านไป 12 ชม. เอ๊ะ หรือสั้นก่านั้นจะไม่ได้ แต่ออกมาตรงตม. หน้ามึนๆ กันหมดตอน 4 ทุ่ม เรากับมิลค์ออกมาก่อน เพราะน้องอายุ 18 ส่วนอีก 3 หน่อออกมาช้า แถมทำหน้าเหมือนจะมีเรื่องกะ ตม. แน่ะ ยังไม่ได้สัมผัสอากาศนอกอาคารจะไปกวนเค้าทำไม

ออกมาจากก็มองหาสาวสหมวกแดงแป๊บๆ ก็ได้ยินเสียงร้อง เจ๊ๆ หันไปหาเจอเจ้าบ้านอย่างสาว G. มารอรับ หลังจากแจกจ่ายบัตรน้องหอยลาย 150th underground ก็ลากกระเป๋ามุ่งหน้าสู่ลั๊นดั๊นกันเลย อากาศหนาวแต่ไม่เท่าที่คิด หรือตอนนั้นประสาทสัมผัสยังช้าจากการนั่งเครื่องทำให้เสื้อฮูดขนนุ่ม+เสื้อคอเต่า สามารถทนอากาศเลขตัวเดียวของอังกฤษได้

จับรถสายน้ำเงินมุ่งหน้าเข้าเมือง สาเหตุที่ลังเลเรื่องเลือกที่พักเพราะ Oxford Circus นั้นอยู่บนสายน้ำเงิน แต่สุดท้ายที่เลือก St.Paul ที่ต้องเปลี่ยนสาย 1 ต่อ ก็เพราะเคยเดินแถวนั้นมาแล้ว ทำให้คิดว่าการที่ต้องมาเดินหาที่พักในอากาศหนาวๆ ตอน 4-5 ทุ่ม มันจะต้องเป็นอะไรที่เหียกมากแน่นอน (จากประสบการณ์เดินหาที่พักในปารค วันนั้นฉันยังจำ)

Image

วินาทีที่เดินลากกระเป๋าอย่างทุลักทุเลออกจากสถานีแล้วเลี้ยวมาเจอภาพ St. Paul ในเงาไม้ตอนกลางคืนนี้ แทบลืมหายใจเลยนะ เพราะมันให้ความรู้สึกว่า เออ เรามาถึงอังกฤษแล้วจริงๆ นะ แต่ยังไม่ทันได้ชื่นชมอะไรมาก เพราะชาวคณะพลังจะหมดหลอดกันแล้ว เลยต้องรีบลากกระเป๋ามุ่งหน้าหาที่พัก ถึงจะงงๆ นิดหน่อย แต่พิกัดเป็นไปตามที่คาดและเช็คมาจาก map google ก็พุ่งไป check in กันเลย แต่มีสะดุดนิดๆ ตรงที่ มิลค์ไม่ได้ทำบัตรลดมา กะตอนที่ไต่กระไดลากกระเป๋าขึ้นห้องพักนี้เหนื่อยมาก เพราะทั้งหลงชั้น ขึ้นไปฟรี เดินเลี้ยวผิดทำให้เดินไปคนละด้าน (กลัวพลังงานไม่หมดหลอดของจริงสินะ) พอเปิดมาเจอเตียงก็เหวอเล็กน้อย เพราะตอนที่จองห้อง 5 เตียงก็คิดไม่ออกจริงๆ นะว่า เตียงมันจะออกมาเป็นอีท่าไหน พอเห็นของจริงแล้วก็เงิบกันเล็กน้อย

จากนั้นก็ระเบิดกระเป๋าเอาของกำนัลให้น้อง G. ที่น่าตีมาก เพราะเอายาเอาของกินมาให้ มิได้สนใจแม้แต่น้อย เธอกลับพุ่งไปหา DVD ผช ที่ฝากถือมาในวินาทีสุดท้าย ณ จุดนั้น มาม่าหมูสับรึจะสู้พี่ริชได้ :v เม้าท์ได้อีกหน่อยก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำนอน เพื่อเดรียมลุยในวันพรุ่ง

LDN2013/0 : before take off.

 

เอาจริงๆ ทริปนี้เกิดขึ้นมาแบบงงๆ มัดมือชกนะ ด้วยเหตุว่ามิ้นไปคุยกับเอว่าไปเที่ยวอังกฤษกัน หลังจากทริปญี่ปุ่นหลงไปด้วยทสีนามิไปรอบนึง และอีกรอบด้วยสาเหตุที่จำไม่ได้

 

ช่วงนั้นจนถึงตอนนี้ยังคงกรี๊ดกร๊าดกับซีรี่ส์ฝั่งอังกฤษก็เลยรับปากไปง่ายว่าไปด้วย แต่ขอหาเพื่อนมาแจมไปกรี๊ดกร๊าดโลเคชั่นของ BBC Sherlock เป็นเพื่อน ซึ่งไปตกเหยื่อมาได้ 1 นาง คือนางสาวเงาะแงะนี้เอง :d

 

แรกเริ่มประชุมเพลิง ทริปนี้กัน 5 คน คือ ตัวเราเอง มิ้นน้องสาวเรา เอกับซี และเงาะ ต้องบอกว่าทริปนี้เป็นทริปที่เตรียมการนานมากกกกก ทั้งๆ ที่เป็นทริปที่ไปอังกฤษที่สั้นที่สุด นั่นคือแพลนว่าจะไปกันตอนสงกรานต์ แต่เริ่มคุยกันตั้งแต่เดือนมิถุนาเลยเถอะ

 

ตอนแรกวางโจทย์ไว้สวยหรูว่า อยากเช่าอพาร์ทเมนต์เก๋ๆ แบบที่คุณพี่ชายเคยทำไว้ จองห้องเสร็จสรรพ น่านอนสุดๆ ก็มีอันต้องล่มไปเพราะน้องสาวเอ ขอถอนตัว

 

ไม่เป็นไรเอาใหม่ คราวนี้ปรับโจทย์เลยว่า ที่พักให้เป็นแค่ที่ซุกหัวนอน จะได้เอาเงินไปกิน เลยเลือกเอา YHA แต่ก็ลังเลอยู่พักใหญ่ว่าจะเอาสาขาไหนดีระหว่าง St. Paul กับ Oxford Circus St. ในตอนแรกน่ะอยากได้ที่หลังเพราะอยู่ในแหล่งช้อป แต่อ่านรีวิวแล้วท่าทางจะหนวกหูน่าดู กับไปสะดุดคำคุยใน Tripadvisor ว่า จะมีที่ไหนที่ตื่นมาแล้วได้เห็น St.Paul Catherdal ทุกวันในราคาประหยัดเท่านี้อีกบ้างล่ะ ไปถามลูกทัวร์ก็ดันโยนอำนาจการตัดสินใจให้เรากันหมดเลย แต่ก็ยังไม่ได้จองนะ เป็นคนลังเลไม่กล้าตัดสินใจฮ่ะ

 

 

ส่วนเรื่องตั๋วเครื่องบินตอนต้นเดือนกันยาลองโทรไปตามไปถามข้อมูล บ. ตั๋วบอกว่าให้ลองโทรมาตอนเดือนตุลาเพราะว่าโปรยังไม่ออก แต่พอต้นตุลาโทรไปเท่านั้นแหละ ไม่มีตั๋วเลย ที่มีก็ราคาพุ่งมาก จนมาได้ตั๋วของ Eva Air ในราคา 38,000 กว่าๆ ซึ่งตอนนั้น ยังได้ตั๋วไม่ครบคนด้วยเหอะ เพราะว่า วางไว้ว่าจะเดินทางกันวันที่ 13-20 เมษา ทำไงก็ไม่ได้เลยโยกมาเป็นวันที่ 6-15 เมษาแทน ก็ต้องลุ้นอีกเช่นกัน แต่ยังดีว่าง่ายขึ้นมาหน่อยกะได้ตั๋วโปรหลุดมาใบนึง หารกันแล้วได้ถูกอีกคนละเกือบพันมั้งนะ :v

 

เรื่องตั๋วเรียบร้อยก็กลับไปที่เรื่องที่พักใหม่ เพราะดันมีลูกทัวร์แทรกมาอีกคน คือ มิลค์ที่เป็นลูกพี่ลูกน้อง ดีว่าน้องมีตั๋วที่จองไว้ตั้งกะกลางปีที่ว่จะไปดูมหาลัยแล้วไม่ได้ไป น้าอยากให้น้องเรียนรู้ (อะไร??) เลยขอไปด้วย กลายเป็นว่ากรุ๊ปนี้กลับมาเป็นห้าหน่วยเหมือนเดิม แหมม เสียดายอพาร์ทเมนต์แสนสวยนั้นจัง แล้วก็ไล่ให้ทุกครั้งไปทำบัตรลดของ Youth Hostel ไว้ให้เรียบร้อย

 

เนื่องจากมีเวลาเหลือเฟือ เลยเตรียมตัวไปทำวีซ่ากันตอนตรุษจีนเดือนกุมภาซะเลย คนเยอะมากกกกกกกกก ขนาดวันทำงานนะ คาดว่า เด็กไปเรียนซํมเมอร์กันมั้งนะ แล้วตอนจองคิวนี้ไม่ได้เวลาเดียวกันเลยด้วยเหอะ =_= แถมเกิดเรื่องน่าเบื่อที่ต้องรอคิวนานมาก มันจะเป็นไปได้ไงที่คิว 11:30 ของเรา ต้องรอถึงบ่าย 3 ก็ยังไม่มีการเรียกเบอร์ไปสแกนนิ้ว แถมเงาะที่มาทีหลัง และทำเช็คดราฟ์ผิดยังเสร็จก่อนเป็นชั่วโมง ต้องเข้าไปโวยกับเจ้าหน้าที่ถึง 2 หนเชียวนะ และไม่มีคำตอบด้วยว่าทำไมถึงช้า เพราะอีเบอร์ที่เรียกไม่ตามลำดับ -“- ยังดีว่าไม่ถึง 10 วัน วีซ่าก็ออก

 

 

ก่อนไปก็มีการเตรียมการวางแผนการเที่ยวกันอีกรอบ เพราะแบ่งเป็น 2 ทีม คือทีมเที่ยวลอนดอน กับทีมเที่ยว Setlock เจ๊สองคนประกาศจุดยืนเรียบร้อยแล้วว่าจะไปอังกฤษเพื่ออะไร แล้วก็เตรียมเรื่องการเดินทางออกนอกลอนดอน และไป Harry Potter Studio ถ้าไม่ได้น้อง G. สุดน่ารักนี้ ทริปนี้คงแพ้อีกหลายเท่า

 

งานนี้มีเวลาเตรียมตัวเยอะมาก จนสามารถเผื่อเวลามานั่งลิสต์ของใช้ที่ต้องเอาไปให้ทุกคนได้ ไม้แขวนเสื้อ ปลอกหมอน แต่กระนั้นวันเดินทางก็ยังมีเรื่องขำๆ ให้หัวเราะได้อีก

 

CZ03 : Are you ready to Czech in?

ก่อนจะถึงวันรับวีซ่าก็มีเรื่องตื่นเต้นมาตัดหน้า เพราะนัดกับทางบริษัทขายตั๋วว่า จะจ่ายเช็ควันพฤหัส ณ จังหวะที่จะกำลังจะให้พี่แมสไปส่งเช็ค ก็ได้รับโทรศัพท์มาบอกว่า มีเอมิเรทปล่อยตั๋วโปรมา ราคาถูกลงไป 7,000 กว่าบาทได้ เล่นเอาเบรคแทบไม่ทัน ทำให้ต้องจ่ายเช็คพรุ่งนี้แทน เพราะเจ้านายออกไปแล้ว

ดี๋ด๋าได้วันเดียว ก็ถึงวันที่ต้องไปเอาวีซ่า ลึกๆ ก็รู้หรอกว่าผ่านแน่ๆ แต่ก็ยังอดลุ้นๆ ไม่ได้ เพราะว่า เสียงเล่าลือในความงี่เง่าของสถานทูตนี้ก็เยอะอยู่ ตอนบ่ายพอได้พาสปอร์ตกลับมาเปิดเช็คความเรียบร้อย โหหหหห ให้ตายเหอะ  ให้กันแบบไม่มีเผื่อเหลือเผื่อขาดเลย ขอ 5 วันให้ 5 วัน นี้กะว่าไม่กลัวไปติดน้ำท่วมเลยใช่ไหมเนี่ย :v เป๊ะไปไหนยะ

Image

เอาว่าเรื่องวีซ่าจบไปแล้ว อย่าเพิ่งคิดว่าจะเรื่องจะจบง่ายๆ เพราะระหว่างที่ final check กับทางบริษัทขายตั๋วก็มีเรื่องให้ตระหนกอีกแล้ว

จากเดิมที่เราได้จองรอบบินของสายการบิน Emirate จากกรุงเทพ >>> ดูไบ >>> เชคโก เที่ยวบิน ตี1:35 ถึงดูไบ ตี 4:40 และออกจากดูไบ 9 โมงเช้า ถึงเชคบ่ายโมงครึ่ง ไว้ด้วยตั๋วราคาเต็มไว้ แต่เมื่อมีของถูกราคาโปรมาอยู่ตรงหน้าก็เลยรีบคว้าไว้นั้น มันมี Condition อันยิ่งใหญ่พ่วงมาด้วย นั่นก็คือ ตั๋วโปรราคาประหยัดนี้ สามารถเดินทางได้เฉพาะเวลาบ่าย 3​​ โมง และ 3 ทุ่มเท่านั้น

ที่นี้ ปัญหาของ Emirate จากดูไบไปเชค คือ ใน 1 วันมีรอบบินไปเชคโก เพียง 1 รอบเท่านั้นคือ 9​​โมงเช้า ดังนั้น ไม่ว่าจะออกจากไทยกี่โมง ก็ต้องรอไฟลท์นี้ไฟลท์เดียว

และเจ้าตั๋วโปรราคาประหยัดมีทางเลือกให้เพียงว่า จะเวียอยู่ดูไบ ตั้งแต่ 18:00-9:05 ของอีกวัน หรือ จะเป็น 00:15-09:05 เท่านั้น 😮

แม่เจ้าเกิดมายังไม่เคยเวียอะไรนานขนาดนี้ ไอ้แค่ตัวเราก็พอจะไหวนะ แต่ติดที่หัวหน้ากับภรรยาของแกเท่านั้นแหละ เพราะว่าหัวหน้าเราอายุ 70 แล้ว จะให้ไปนั่งหลังขดหลังแข็งในสนามบินตั้งนานก็ใช่ที่

ขอนินทานิดนึงเหอะ ตอนแรกก็จะบินตรงไปลงที่ออสเตรีย หรือไม่ก็รัสเซียแล้ว แต่หัวหน้าอยากเวียดูไบเพื่อชอปปิ้ง กับแกบอกว่าบินยาวๆ ไม่ไหว (ปีที่แล้วนั่ง 10 ชม. ไปสวิส แกคงเข็ด) ตอนนี้เลยสมใจได้เดินดูร้านปิดกันยาวเลย

แต่ด้วยหน้าที่เลขาเลยไปหาทางหนีทีไล่ไว้ก่อน โดยการติดต่อไปที่สายการบินสอบถามเกี่ยวกับเรื่องเล้าจน์ของสายการบิน คือรู้หรอกว่า ไปชั้นประหยัดมันคงไม่มีอะไรให้มากมาย แต่อยากได้ข้อมูลมารายงานหัวหน้าไว้ ปรากฏว่า โดยปกติทางสายการบินจะมีการช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆ ให้กับผู้โดยสารที่ต้องเวียนานเกิน 8​ ชั่วโมง (อาจจะเป็นห้องพักถ้าว่าง) แต่กรณีของเรานั้น เวลาเกินก็จริง แต่ว่าเดินทางโดยตั๋วโปรโมชั่น ทำให้มูลค่าไม่ถึง ทำให้ไม่มีสิทธิ์ได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าว :v

เลยถามเค้าไปว่า ถ้าเราจะจ่ายเงินเพื่อเข้าไปใช้บริการในส่วนของเล้าจน์ได้ไหม จนท. บอกว่า มีเป็นของสนามบินแทนอ่ะ เดี๋ยวคงต้องไปหาข้อมูลอีกที เฮ้อออออ

ของถูกและดีไม่มีในโลกจริงๆ

CZ02 : วันลงสนาม ไปขอวีซ่าเชค

ไปๆมาๆ ก็มาถึงวันยื่นเรื่องของวีซ่า หลังจากที่มีเวลาเตรียมตัวเยอะมาก เอกสารโดยมากไม่มีปัญหาอะไร แต่ก่อนไปวันนึง เพิ่งอ่านเจอว่า จดหมายของบริษัทต้องระบุด้วยว่า ทำงานที่บริษัทมากี่ปี และเงินเดือนเท่าไหร่ ตอนแรกว่าจะแก้พิมพ์ให้เจ้านายเซ็นใหม่ แต่คนทำเรื่องบอกว่า ตอนยื่นสวิสไม่เห็นต้องระบุเลย เอาว่ะ ขี้เกียจก็ขี้เกียจ กับเรื่องตั๋วเครื่องบินที่คุยกับทางบริษัทขายตั๋วว่าขอเลื่อนจ่ายเป็นสิ้นเดือน

Image

ไม่ได้มายื่นวีซ่าหน้าสถานทูตแบบนี้มานานเท่าไหร่แล้วเนี่ย

พอถึงวันจริง จากหมายกำหนดการ 10:30 ในเวบระบุว่าควรมาก่อนซะครึ่งชั่วโมงนะเค่อะ ไอ้เราก็ว่าง่ายกลัวตามเค้าขู่ และเนื่องจากคนในออฟฟิศต้องมาทำเรื่องเอกสารที่สถานทูตเชคบ่อยๆ เลยได้รู้มาว่าเป็นสถานทูตตึกแถว ไม่มีที่นั่งพักนั่งคอยใดๆ ทั้งสิ้น พอไปเจอของจริงก็เงิบนะ เพราะขนาดยามหน้าสถานทูตยังมีแค่เก้าอี้กับร่มอันโตเท่านั้นเอง ไม่มีแม้กระทั่งตู้ยาม

เพราะฉะนั้นใครไปใครมาถ้าไม่ยืนรอขาแข็งริมถนน ก็ต้องยอมเสียตังให้บ้านข้างๆ สถานทูตที่เปิดเป็นร้านอาหาร ที่คิดค่านั่งค่าเข้าห้องน้ำอย่างล่ะ 20 บาท ถ้าไม่สั่งอาหารหรือน้ำ เพราะงั้นยอมเสียตังเถิด ถ้าไม่อยากแบกเก้าอี้ไป

ตอนที่ไปถึง 10 โมง มีคิวที่มาก่อนหน้ารออยู่ 3 คิว พอเดินไปถามยามเค้าบอกว่าวันนี้คงสาย เพราะว่าคิว 10 โมงก็ยังไม่ได้เข้าเลย น่าจะสัก 11 โมง :v เงิบเลย แล้วจะบอกให้มาก่อนทำไมฟะ ทำไงได้ มาขอเค้าเข้าประเทศ เขาอยากให้เมื่อไหร่ก็สิทธิ์เค้า

คณะที่ไปมีกัน 4 คน เราก็ได้แต่เดินเข้าเดินออกดูว่าถึงคิวหรือยัง จนถึง 11 โมงนิดๆ พี่ยามก็ให้ปล่อยให้เค้า….. ไปแค่ 2 คน เลยต้องให้หัวหน้ากับภรรยาเข้าไปก่อน เลยยืนรอมันตรงนั้นแหละ อีก 15 นาที ถึงได้เข้าไป ไอ้ตอนแรกนึกว่าได้เข้าไปเพราะว่าหัวหน้าทำเรื่องเสร็จแล้ว ที่ไหนได้!!! ยังจ้า คนก่อนหน้าเพิ่งรอรับใบเสร็จอยู่เลย

ขั้นตอนการตรวจเอกสารถือว่าค่อนข้างละเอียดเลยทีเดียว ถามกันเป็นข้อๆ เลยเหอะ แล้วอย่างที่ว่า ว่าไม่ได้ใส่ประวัติการทำงานไป ก็เลยมีการถามไถ่ตรงนี้ จุดนี้ทำเอาหวั่นๆ เพราะเราเพิ่งเข้ามาทำงานที่นี้แค่ 2 ปี  ทั้งหัวหน้ากับอีกคนที่ไปด้วยทำมา 30กับ 23 ปี :v อิฉันจะได้ไปไหม แถมบอกว่าเป็นเลขา เจ๊ทำหน้าแบบแกไปทำไมย่ะด้วยนะ

จากการถามละเอียดของหัวหน้าที่ยื่นเป็นคนแรก คนหลังๆ ไม่มีอะไรมาก แต่เพราะเราเดินทางวันที่ 17 กลับถึงไทยวันที่22 เลยกรอกเวลาที่อยู่ในเชคเป็นเวลา 6 วัน (จริงๆ ออกจากเชควันที่ 21) เจ๊แกเลยขีดฆ่าให้เหลือแค่ 5 วัน :v นี้ไม่ให้เผื่อเลยเรอะไงเนี่ย

ยื่นเสร็จก็รอคิดทั้งเงิน ค่าวีซ่าที่นี้คิดตามเรทรายวันค่ะ 60 ยูโร เอาเงินเผื่อๆ ไป ตามความไหวของเรทเงิน ดีว่าวันนั้นเรทลง เลยจ่ายไม่ถึง 2,000 บาท

พอจ่ายตังเสร็จก็รอเจ๊เอาใบเสร็จกับใบรับวีซ่าซึ่งใช้เวลา 1 สัปดาห์ ก็ลุ้นกันไป

ส่วนถ้าใครจะให้คนมารับแทนต้องมีหนังสือมอบอำนาจ + อากร 10 บาท และสำเนาบัตรประชาชนผู้มอบกับผู้รับมอบมาด้วยนะจ๊ะ

Image